สรุป A-level วิชาสามัญ อังกฤษ ให้ dek66 พร้อมสอบ (Blueprint ล่าสุุด)

รวมทุกเรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับ A-level วิชาสามัญ ภาษาอังกฤษ วิชาที่ dek66 อาจมองข้ามไป แต่ที่แท้แล้ว อาจเป็นตัวช่วยพาน้องๆ สู่มหาลัยที่ใฝ่ฝัน

A-level ภาษาอังกฤษ ข้อสอบม้ามืดที่อาจทำให้ dek66 เสียดายที่ไม่เตรียมตัวให้ดี

 

วันนี้ทีมวิชาการ Premier Prep จะมาเล่าให้ฟังว่า ข้อสอบ A-level คืออะไร? ทำไมน้องๆ ต้องให้ความสำคัญกับ A-level โดยเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษ พร้อมวิธีการรับมือที่จะช่วยให้น้องๆ มั่นใจ และพร้อมคว้าชัยสู่มหาลัยที่ใฝ่ฝัน ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลย

A-level วิชาสามัญ คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ 9 วิชาสามัญ? แล้ว dek66 ต้องสอบอะไรบ้าง?

A-level คือ การวัดความรู้เชิงวิชาการ ซึ่งคำว่า A-level ย่อมาจาก “Applied Knowledge Level” เป็นชื่อเรียกใหม่สำหรับวิชาสามัญเดิมนั่นเอง

 

ข้อสอบ A-level จะสอบทั้งหมด 10 วิชา คือ คณิตศาสตร์ประยุกต์, คณิตศาสตร์ประยุกต์, วิทยาศาสตร์ประยุกต์, ฟิสิกส์, เคมี, ชีววิทยา, ภาษาไทย, สังคมศึกษา, ภาษาอังกฤษ, ภาษาต่างประเทศอื่นๆ

 

แต่ในทั้งหมด 10 วิชานี้ ภาษาอังกฤษ เป็นวิชาที่น้องๆ dek66 หลายคนมองว่าง่าย เลยอาจมองข้ามไป ซึ่งทีมวิชาการคิดว่า จริงๆ แล้ววิชาภาษาอังกฤษเป็นวิชาที่ไม่ควรประมาทและมองข้ามเลย เพราะ ภาษาอังกฤษมีความยืดหยุ่นและต้องอาศัยการตีความ ทำให้น้องๆ อาจเสียคะแนนไปฟรีๆ ทั้งที่จริงๆ แล้วถ้าเตรียมตัวอย่างดีก็สามารถทำคะแนนดีๆ ได้ไม่ยากเลย

 

โดยข้อสอบ A-level ภาษาอังกฤษนั้นจะมีโครงสร้างการสอบดังนี้

 

หัวข้อที่ออกสอบจำนวนข้อคะแนน
ทักษะการฟังและการพูด (Listening and Speaking Skills)2025
ทักษะการอ่าน (Reading Skill)4050
ทักษะการเขียน (Writing Skill)2025
รวม80100

แต่ในโครงสร้างเหล่านี้ก็ยังมีแตกย่อยลงไปอีกว่าในแต่ละพาร์ทวัดเรื่องไหนเกี่ยวกับการใช้ภาษาอังกฤษบ้าง ทีมวิชาการ Premier Prep จะมาเจาะลึกเลยว่าแต่ละพาร์ทมีอะไรบ้าง แล้วจะรับมือกับมันยังไง ไปดูกันเลย!

 

1) ข้อสอบ Listening & Speaking (20 ข้อ / 25 คะแนน)

ข้อสอบพาร์ท Listening & Speaking หรือที่เรามักรู้จักในชื่อพาร์ท Conversation มี 20 ข้อ เป็นแบ่งบทสนทนาสั้น 12 ข้อ (3 เรื่อง เรื่องละ 4 ข้อ) และบทสนทนายาว 8 ข้อ (1 เรื่อง) ทดสอบความรู้ด้านการสนทนาเป็นภาษาอังกฤษของน้อง ๆ ในสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งทีมวิชาการสรุปมาให้ dek66 แล้ว ดังนี้

 

  • การอัปเดตชีวิต หรือการพูดคุยเรื่องราวทั่วไป (Small talk) เช่น ภาพยนตร์ หนังสือ ปัญหาในชีวิต
  • การพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องเรียนระหว่างเพื่อนหรือนักเรียนกับครู (School / university conversation)
  • การอภิปรายในห้องเรียน (Class discussion)

 

เมื่อน้อง ๆ ฝึกปรือให้คุ้นเคยแม่นยำบทสนทนาลักษณะข้างต้น ก็จะทำให้น้อง ๆ ทำความเข้าใจบทสนทนาได้รวดเร็วขึ้น บริหารเวลาได้ดีขึ้น ประหยัดเวลาไปทำข้อสอบส่วนอื่น ๆ ได้ด้วย

 

อีกหนึ่งองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ที่น้อง ๆ ควรรู้ก็คือคำศัพท์ สำนวนต่าง ๆ ที่น้อง ๆ ต้องตัดสินใจเลือกจาก Choice เพื่อคว้าคะแนน ถ้าเรียงตามความท้าทายไปหาสิ่งที่ท้าทายที่สุดแล้ว จะเรียงได้ดังนี้

 

1. Expressions หรือประโยคสนทนาทั่วไปที่ใช้พูดเป็น Pattern เช่น What’s wrong? (เกิดอะไรขึ้น), Don’t mention it. (ไม่เป็นไรหรอก), Of course (แน่นอน) ประโยคเหล่านี้คือสิ่งที่น้อง ๆ จะพบได้อย่างแน่นอนในข้อสอบรูปแบบนี้

 

2. Phrasal verbs หรือกริยาที่มาคู่กับ Preposition แล้วความหมายบิดไปจากเดิม เช่น put on (สวมใส่่), get off (ลงรถ) คำกริยาเหล่านี้ออกสอบบ้างประปราย แต่ทุกครั้งที่ออกสอบมักเป็นข้อที่ท้าทายคลังคำศัพท์ของน้อง ๆ พอสมควร

 

3. Idioms (สำนวน) เช่น feel off-color (รู้สึกป่วย ๆ), as right as rain (รู้สึกดีมาก)

สำนวนเป็นหนึ่งในสิ่งที่ท้าทายที่สุดของข้อสอบพาร์ทนี้ ซึ่งเรียกได้ว่าทั้งคลังคำศัพท์ ประสบการณ์การใช้ภาษาอังกฤษ หรือบางทีก็วัดกึ๋นการเดาความหมายจากบริบทของน้อง ๆ ได้เต็ม ๆ

 

Expressions, Phrasal verbs และ Idioms เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ เพราะคำในกลุ่มเหล่านี้บางครั้งไม่สามารถแปลได้อย่างตรงตัว ทำให้ถ้าน้องๆ เตรียมตัวมาไม่ดี พาร์ทนี้แทนที่จะกินนิ่มกลับกลายจุดที่ทำให้น้องๆ ต้องเสียคะแนนไปแบบฟรีๆ เลย

 

Premier Tips

เทคนิคที่จะช่วยให้เราทำข้อสอบพาร์ทนี้ได้เร็วและแม่นยำคือควรกวาดตาอ่านทั้งเรื่องก่อน เพื่อดู Keyword ต่าง ๆ และดูว่าเรื่องไปในแนวไหน ก่อนที่จะลุยเลือกคำตอบให้กับบทสทนา

ข้อสอบพาร์ทนี้ แนะนำว่าน้อง ๆ ควรทำให้เสร็จทั้งพาร์ทในเวลาไม่เกิน 12-15 นาที เพื่อจะได้เผื่อเวลาให้มากพอไปทำข้อสอบ Reading ด้วย

 

2) ข้อสอบ Reading (40 ข้อ / 50 คะแนน)

2.1 โฆษณา (Advertisement) จำนวน 2 บทความ

ข้อสอบ A-level จะให้เราอ่านโฆษณาสินค้า 2 ชิ้น และมีคำถามให้เราตอบชิ้นละ 3 ข้อ รวมเป็น 6 ข้อ คำถามที่มักเจอได้บ่อย ๆ ได้แก่

 

  • สินค้าชิ้นนี้เป็นสินค้าประเภทไหน
  • ถ้าจะสั่งซื้อต้องทำอย่างไร
  • ใครเหมาะกับสินค้าตัวนี้
  • จุดขายคืออะไร

 

ข้อสอบโฆษณาไม่ใช่ข้อสอบรูปแบบใหม่ แต่เคยออกสอบมาแล้วเกือบจะทุกปีตั้งแต่ยังเป็นวิชาสามัญ ซึ่งน้อง ๆ สามารถย้อนกลับไปทำข้อสอบเก่าได้ตั้งแต่ปี 55-58 และ 60-64

 

Premier Tips

เทคนิคสำคัญสำหรับการทำข้อสอบพาร์ทนี้คือ เราไม่จำเป็นต้องอ่านรายละเอียดของโฆษณาทั้งหมด เพียงแค่อ่านคำถาม ก็จะแอบคาดเดาตำแหน่งของคำตอบได้แล้ว เช่น ถ้าถามว่าซื้ออย่างไร ตำแหน่งของข้อมูลนี้ในโฆษณาก็มักจะอยู่ด้านล่าง เป็นต้น

เนื่องจากโฆษณาเป็นข้อสอบที่สั้นที่สุดและหาคำตอบง่ายที่สุด น้อง ๆ จึงควรใช้เวลาน้อยที่สุด แนะนำว่า 2 บทความนี้ ไม่ควรเกิน 5-7 นาที

 

2.2 บทวิจารณ์สินค้าหรือบริการ (Product or service review) จำนวน 1 บทความ

พาร์ทนี้ ข้อสอบ A-level จะให้น้อง ๆ อ่านบทวิจารณ์สินค้าบางอย่าง เช่น หูฟัง กระเป๋า เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือบริการบางอย่าง เช่น โรมแรม ร้านอาหาร จำนวน 1 บทความ แล้วตอบคำถาม 6 ข้อ

 

หากน้อง ๆ เปิดดูข้อสอบวิชาสามัญเก่า ๆ ปี 61-65 อาจจะเคยเจอสิ่งที่เรียกว่า Movie Review หรือบทวิจารณ์ภาพยนตร์มาก่อน หรือปี 59 ก็เคยออก Book Review มาก่อน ซึ่ง Premier Prep คาดการณ์ว่าไอเดียการออกข้อสอบน่าจะไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ถ้าน้อง ๆ อยากลองฝึกข้อสอบแนวบทวิจารณ์ ก็เรียกได้ว่าข้อสอบเก่ายังพอใช้ได้อยู่

 

จุดเด่นที่ไม่ควรพลาดของข้อสอบ Review คือ

 

  1. ความรู้สึก เพราะข้อสอบมักถามว่าผู้วิจารณ์น่าจะรู้สึกอย่างไรกับสินค้า ดังนั้น ห้ามลืมทบทวนคำศัพท์ที่โชว์ความรู้สึกต่าง ๆ เช่น pleased, satisfied, disappointed, confused และคำอื่น ๆ อีกมากมาย
  2. การแยกแยะข้อเท็จจริง (Fact) กับความคิดเห็น (Opinion) เพราะใน Review มักมีสองสิ่งนี้อยู่ปะปนกัน ข้อสอบมักจะถามเราตรง ๆ เลยว่าประโยคไหนเป็นข้อเท็จจริง ประโยคไหนเป็นข้อคิดเห็น

 

Premier Tips

ถึงแม้จะท้าทายกว่าโฆษณาเล็กน้อย แต่ข้อสอบ Review เป็นอีกหนึ่งพาร์ทที่ไม่ควรใช้เวลาเยอะมาก แนะนำว่าเวลาที่ใช้ไม่ควรเกิน 7-9 นาที

 

2.3 รายงานข่าว (News report) จำนวน 1 บทความ

สำหรับ News report เป็นข้อสอบ Reading ที่ไม่เคยหายไปไหนเลยตั้งแต่ปี 59 โดยตั้งแต่ข้อสอบรุ่น dek66 จะมาพร้อมกับคำถาม 6 ข้อ

 

ไฮไลต์ของข้อสอบ News report ที่เป็นตัวช่วยสำคัญของเราเลยคือย่อหน้าที่ 1 เพราะเป็นย่อหน้าที่จะ recap เนื้อหาหลักทั้งหมดของข่าว เหตุผลที่เป็นแบบนั้นเพราะข่าวในชีวิตจริงจะต้องดึงดูดผู้อ่านให้ได้ไวที่สุด ถ้าคนเขียนข่าวไปเขียนเนื้อหาหลักในย่อหน้าอื่น คนอ่านก็จะเริ่มไม่ค่อยอยากอ่านแล้ว แล้วไปอ่านของสำนักข่าวอื่นแทน ดังนั้น ถ้าน้อง ๆ อ่านย่อหน้าที่ 1 ให้เข้าใจได้อยู่หมัด เนื้อหาที่เหลือก็ไม่ใช่เรื่องยาก

 

คำถามของ News report จะไม่หลากหลาย เพราะขึ้นอยู่กับเนื้อหาของข่าวนั้น ๆ แต่ที่มักหยิบมาถามบ่อย ๆ คือความคิดหลัก (Main idea) หรือพาดหัวข่าว (Headline) ซึ่งคำตอบก็มักจะอยู่ที่ย่อหน้าที่ 1 ตามเหตุผลด้านบนนั่นเอง

 

Premier Tips

ข้อสอบ News report เป็นมักมีเนื้อหาที่ตรงไปตรงมา ไม่ซับซ้อนมาก และคำถามมักเป็นรายละเอียดจากเนื้อข่าว ดังนั้น แนะนำว่าเวลาที่ใช้ไม่ควรเกิน 7-9 นาที

 

2.4 ภาพประกอบบทความ (Visual) เช่น กราฟ ตาราง แผนผัง หรือ แผนภูมิ จำนวน 2 เรื่อง

ข้อสอบ Visual แม้ชื่อจะไม่ค่อยคุ้นหู แต่จริง ๆ แล้วข้อสอบจำพวก Graph หรือ Chart เป็นข้อสอบที่เคยมีมาแล้วในวิชาสามัญ ถ้าน้อง ๆ อยากลองฝึกด้วยข้อสอบเก่า สามารถย้อนทำได้ตั้งแต่ปี 55-60 และปี 65

 

โดยข้อสอบการอ่าน Visual น้อง ๆ จะต้องดูข้อมูลภาษาอังกฤษในภาพประกอบบทความ ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปกราฟเส้น แผนภูมิแท่ง แผนภูมิวงกลม ตาราง แผนผัง หรืออาจจะเป็นแผนภาพบางอย่าง แสดงข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งอาจจะเป็น สถิติการค้าขาย ตารางเวลา ผลสำรวจ เป็นต้น น้อง ๆ จะต้องเจอทั้งหมด 2 บทความ บทความละ 3 ข้อคำถาม รวมตอบคำถาม 6 ข้อ

 

คำถามเด่น ๆ และจุดเน้นของข้อสอบ Visual จะขึ้นอยู่กับประเภทของ Visual ที่โจทย์ให้มา

 

  • กราฟ : สังเกตทิศทางของกราฟว่าขึ้นหรือลง เพราะโจทย์มักถามแนวโน้ม (Trend) ของกราฟ ศัพท์น่าทวน เช่น upward (ขาขึ้น), downward (ขาลง), soar (พุ่งขึ้น), plummet (ร่วงลง)

 

  • ตาราง : สังเกตการเทียบข้อมูล เพราะโจทย์มักให้ดูความต่างของชุดข้อมูลในตาราง ศัพท์น่าทวน เช่น difference (ผลต่าง ความต่าง), sum (ผลรวม)

 

  • แผนภูมิ : สังเกตหมวดหมู่ของสิ่งที่อยู่ในแผนภูมิ ดูการเปรียบเทียบตัวเลข ศัพท์น่าทวน เช่น category (หมวดหมู่), percentage (อัตราเปอร์เซนต์)

 

  • แผนผัง : สังเกตทิศทาง การเปลี่ยนแปลง ขั้นตอน โจทย์อาจเจาะถามจุดต่าง ๆ ของแผนผัง ศัพท์น่าทวน เช่น middle (ตรงกลาง), alter (เปลี่ยนแปลง), transform (เปลี่ยนโฉม)

 

Premier Tips

เนื่องจาก Visual เป็น Reading ที่มีเนื้อหาไม่มาก แต่ต้องระวังเรื่องการเทียบข้อมูลให้ถูกต้อง

แนะนำว่ารวม 2 บทความ เวลาที่ใช้ไม่ควรเกิน 5-7 นาที หากเป็นกราฟให้ดูทิศ หากเป็นตารางให้ฝึกเทียบ หากเป็นแผนภูมิให้ดูหมวดหมู่ และสุดท้ายให้สังเกตการเปลี่ยนแปลง

 

2.5 บทความทั่วไป ที่ มีจำนวนคำประมาณ 500– 600 คำ หรือ 1 หน้ากระดาษ A4 จำนวน 2 บทความ

ข้อสอบ Reading ส่วนนี้ เป็นส่วนที่เรียกได้ว่าหินที่สุดและวัดกึ๋นของน้อง ๆ มากที่สุด เพราะโจทย์จะให้บทความขนาดยาวถึง 500-600 คำ (ถ้าเป็นกระดาษ A4 จะอยู่ราว ๆ 1 หน้า แต่ถ้าเป็นกระดาษข้อสอบอาจอยู่ที่ 2 หน้าเต็ม ๆ) จำนวน 2 บทความ พร้อมคำถามบทความละ 8 ข้อ รวมเป็น 16 ข้อ

 

Theme บทความที่เคยออกและอาจออก โดยให้เน้นทบทวนคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับ Theme นั้นและฝึกอ่านบทความเต็ม ๆ บ่อย ๆ

 

 

หมวดหมู่คำศัพท์ตัวอย่างคำศัพท์
การแพทย์patient, treatment, disease, therapy, clinical
เทคโนโลยีinnovation, transform, artificial intelligence, automation
ประเด็นสังคมfreedom, community, policy, awareness, prejudice
สิ่งแวดล้อมemission, atmosphere, species, toxic, pesticide, pollution
เศรษฐกิจindustry, financial, consumer, goods, manufacturer

เนื่องจากบทความจะค่อนข้างยาวและมีคำถามเยอะ สำหรับเวลาที่แนะนำจึงอยู่ที่ไม่เกิน 25-30 นาที สำหรับ 2 เรื่องรวมกัน

 

ข้อสอบเก่ามีข้อสอบ Reading แนว Article ทุกปี น้อง ๆ สามารถเลือกฝึกจากปีไหนก็ได้ แต่บางปี บทความอาจจะยาวไม่ถึง 500 คำ แต่ถ้าน้อง ๆ ต้องการฝึก โจทย์พวกนี้ก็ยังใช้ฝึกได้เหมือนกัน

 

3) ข้อสอบ Writing (20 ข้อ / 25 คะแนน)

3.1 เติมบทความให้สมบูรณ์ (Text completion) จำนวน 3 บทความ

โจทย์แบบ Text Completion หรือเรียกอีกอย่างว่า Cloze test ของข้อสอบ A-level จะมี 3 บทความ บทความละ 5 ข้อ รวมเป็น 15 ข้อ

 

แต่ละบทความจะเว้นช่องว่างเอาไว้ให้เราเลือกคำมาเติม ช่องว่างแต่ละช่องจะวัดความรู้ของน้อง ๆ แบ่งได้ 2 แบบ วัด Grammar ให้น้อง ๆ ทบทวนเรื่องต่อไปนี้

 

  • Finite verb (กริยาแท้) : Tense, Active voice, Passive voice, Subject & verb agreement
  • Non-finite verb (กริยาไม่แท้) : Infinitive with to, Infinitive without to, Gerund, Participle
  • การใช้ Other, others, the other, the others, another
  • Relative pronoun & Relative clause
  • Phrase structure (โครงสร้างวลี)
  • If-clause (เน้นรูปพื้นฐาน)
  • Preposition
  • Parallelism (โครงสร้างคู่ขนาน)
  • Transition words (คำเชื่อม)

 

เทคนิคสำคัญถ้าข้อสอบวัด Grammar คือการ “แตกโครงสร้างประโยค” หาประธานและกริยาให้ไวที่สุด โดยเฉพาะถ้าวัดเรื่อง Verb, Relative, Phrase structure และ Transition words วัด Vocabulary ให้ทบทวนคำศัพท์กลุ่มต่อไปนี้

 

  • คำศัพท์ทั่วไประดับ A2-C1
  • Phrasal verb ต่าง ๆ
  • Idiom ต่าง ๆ

 

โจทย์แนวนี้ปรากฏในข้อสอบวิชาสามัญในอดีตทุกปี ดังนั้น น้อง ๆ สามารถเลือกข้อสอบเก่ามาฝึกทำพาร์ทนี้ได้เต็มที่

 

Premier Tips

ถ้าน้อง ๆ ฝึกโจทย์พาร์ทนี้จนคล่อง จะรู้ว่าพาร์ทนี้เป็นข้อสอบที่ค่อนข้างทำเวลาได้

ดังนั้น เวลาที่แนะนำจึงอยู่ที่ประมาณ 12-15 นาที สำหรับทั้ง 3 บทความ

 

3.2 เรียงประโยคให้เป็นย่อหน้าที่สมบูรณ์ (Paragraph organization) จำนวน 5 ย่อหน้า

มาถึงพาร์ทสุดท้ายของข้อสอบ A-level ซึ่งข้อสอบจะให้ประโยคมา 5 ประโยค ให้เราเรียงให้มีเนื้อหาถูกต้อง สมเหตุสมผล

 

เทคนิคหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ ในการทำข้อสอบพาร์ทนี้ให้ไวขึ้น คือการ “หารอยต่อ” ระหว่างประโยค 2 ประโยค

รอยต่อที่ว่าก็คือคำสรรพนาม (I, you, we, they, he, she, it) และ Transition words ต่าง ๆ นั่นเอง การมีคำเหล่านี้จะบอกเราได้ 2 อย่าง นั่นคือ

 

  1. ประโยคที่มีคำเหล่านี้จะขึ้นต้นไม่ได้แน่ ๆ เพราะมีรอยต่อ Choice ไหนมีคำเหล่านี้ เตรียมตัวตัดทิ้งได้เลย
  2. ประโยคที่มีคำเหล่านี้จะต้องมีประโยคก่อนหน้าให้มาผูก มาถึงตรงนี้เราต้องอาศัยทักษะการอ่านแล้วว่าคำสรรพนามที่เห็น น่าจะหมายถึงอะไรในประโยคก่อนหน้า ถ้าเราหารอยต่อเจอ เช่น ประโยค C ต้องมาก่อนประโยค E ก็อาจช่วยให้เราตัด Choice ที่เอาประโยค E ขึ้นก่อน C ออกไปได้

 

Premier Tips

การฝึกจับสังเกตด้วยเทคนิคนี้ให้คล่อง ๆ บางทีอาจช่วยให้เราตัด Choice จนหาคำตอบเจอภายในไม่กี่วินาทีเท่านั้น ทำให้ข้อสอบพาร์ทนี้เป็นพาร์ทที่หลายคนมักทำเวลา

ดังนั้นข้อสอบพาร์ทนี้เวลาที่แนะนำจะอยู่ที่ไม่เกิน 3-5 นาที รวมทั้ง 5 ข้อ

 

ไปให้ไกลกว่าแค่การสอบ

จบกันไปแล้วกับการเจาะลึกข้อสอบ A-level ภาษาอังกฤษครับ สิ่งสุดท้ายที่อยากจะฝากน้องๆ dek66 ก็คือ A-level ภาษาอังกฤษเป็นวิชาที่เราไม่ควรมองข้ามเลย เพราะน้องๆ สามารถที่จะเก็บคะแนนได้เยอะเลยถ้าเตรียมตัวดีๆ

 

ทีมวิชาการแนะนำว่า สิ่งที่น้องๆ ควรทำเพื่อให้พร้อมสำหรับ A-level ภาษาอังกฤษ คือ น้องๆ ควรทำโจทย์จับเวลาจริง เพราะจะเห็นได้เลยว่าข้อสอบ A-level ภาษาอังกฤษ นั้นค่อนข้างบีบคั้นเรื่องเวลามาก อาจทำให้น้องๆ พลาดได้ ทีมวิชาการ Premier Prep สรุปทุกอย่างไว้เป็น Checklist แบบนี้ให้ทุกคนได้ใช้เตรียมตัวสอบกัน

 

 

ถ้าใครมีปัญหาเรื่องภาษาอังกฤษ หรือ มีปัญหาเรื่องการทำโจทย์จับเวลาจริง ที่ Premier Prep มีคอร์สเรียนภาษาอังกฤษสรุปเนื้อหา และตะลุยโจทย์ A-level และคอร์สโค้งสุดท้าย A-level ที่มี Mock test สอบเสมือนจริงๆ ที่ช่วยให้น้องๆ พร้อมกับการสอบ A-level 66 ด้วย

 

ไม่ซื้อคอร์สไม่เป็นไร น้องๆ สามารถใช้ Checklist ที่ทีมวิชาการให้ไว้เตรียมตัวสอบได้เลยครับ สุดท้ายนี้ทีมวิชาการขออวยพรให้น้องๆ สอบติดมหาลัยในฝันทุกคนครับ