fbpx

FANBOYS Grammar คืออะไร ใช้ยังไง พร้อมตัวอย่างประโยค

FANBOYS คืออะไร

FANBOYS คือ ตัวย่อของคำสันธานภาษาอังกฤษ (Conjunction) ทั้งหมด 7 ตัว นั่นก็คือ For, And, Nor, But, Or, Yet, และ So ซึ่งการใช้ Conjunction มักจะถูกนำมาใช้เพื่อเชื่อมประโยคสองประโยคเข้าด้วยกันเพื่อให้เกิดเป็นความหมายที่เข้าใจง่ายขึ้นค่ะ

 

ทีมวิชาการ Premier Prep มองว่า การใช้ FANBOYS conjunction ได้อย่างคล่องแคล่วจะช่วยให้น้องๆ ทำคะแนนสอบได้ดีเหมือนกับที่เรามีความเข้าใจในหลักการใช้ 12 tense เลยค่ะ เพราะฉะนั้นวันนี้เราจะมาลงลึกกันในหัวข้อ FANBOYS ว่า จริงๆ แล้ว FANBOYS ใช้ยังไง พร้อมตัวอย่างประโยค ที่จะช่วยให้น้องๆ เข้าใจการใช้คำสันธานภาษาอังกฤษมากขึ้น ถ้าพร้อมแล้ว มาเริ่มกันเลย!

FOR แปลว่า

เรามาดู F ตัวแรกใน FANBOYS กันเลยค่ะ

 

เมื่อเราใช้ For เป็นคำสันธานภาษาอังกฤษจะมีความหมายว่า “เพราะว่า” หรือ “เนื่องจาก” ใช้บอกเหตุผล และมักใช้กับบริบทที่เป็นทางการ ตัวอย่างเช่น

 

The government has been adjusting the plan, for the situation does not go as planned.

(รัฐบาลอยู่ระหว่างปรับแผน เพราะสถานการณ์ไม่เป็นไปตามที่คิดไว้)

 

ทั้งนี้ทั้งนั้น น้อง ๆ มักจะเห็นว่า For นิยมใช้อีกแบบที่ แปลว่า “สำหรับ” หรือ “เพื่อ” ใช้เพื่อบอกจุดประสงค์ หรืออาจะใช้ บอกเหตุผลที่เกิดขึ้นได้ด้วย กรณีแบบนี้เราถือว่า For เป็นคำบุพบท (Preposition) ซึ่งคำที่ใช้เชื่อมคำหรือวลี ไม่ใช่ประโยค โดยเราสามารถดูจากตัวอย่างได้ล่างนี้ได้เลยค่ะ

 

I go to the bar for a drink.

(ฉันไปที่บาร์เพื่อหาอะไรดื่ม)

 

I use this notebook mostly for studying.

(ฉันใช้สมุดโน๊ตนี้สำหรับการเรียนซะส่วนใหญ่)

 

AND แปลว่า

AND คือ A ตัวที่สองใน FANBOYS โดย And แปลว่า “และ” มักจะถูกนำไปใช้ในการเชื่อมสองประโยคเข้าด้วยกันให้ประโยคนั้นเป็นไอเดียเดียวกัน หรือ ใช้เพื่อบอกข้อมูลเพิ่มเติมค่ะ

 

Kru Nanni is a great teacher, and students enjoy learning with her.

(ครูแนนนิเป็นครูที่ดีมากคนนึง และเด็กๆ ก็สนุกไปกับการเรียนกับเธอ)

 

Kru Amy loves teaching grammar, vocabulary, and writing.

(ครูเอมี่ชอบที่จะสอนแกรมม่า คำศัพท์ และการเขียนภาษาอังกฤษ)

 

NOR แปลว่า

Nor แปลว่า “ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง” โดยคำว่า Nor มักจะถูกใช้เพื่อเชื่อมประโยคสองประโยคที่มีความหมายในทางลบเข้าด้วยกัน โดยมักจะมีการใช้คู่กับ neither ในบางครั้ง โดยเฉพาะในกรณีที่มีการเขียนในรูปแบบ Parallel Structure ค่ะ

 

Neither Kru Amy nor Kru Nanni love to eat candy after a meal.

(ทั้งครูเอมี่และครูแนนนิไม่ชอบที่จะกินลูกอมหลังกินข้าวเสร็จ)

อย่างประโยคนี้ สิ่งที่เป็น Parallel หรือคู่ขนานกันคือคำว่า Kru Amy กับ Kru Nanni เพราะเป็นคำนามทั้งคู่ (ขนานกัน) นั่นเอง

 

Somsri has never learned how to drive, nor does she has any desire to learn

(สมศรีไม่เคยที่จะเรียนขับรถ และเธอก็ไม่ได้มีความอยากเรียนรู้ที่จะเรียนขับรถเลยสักนิด)

 

และนี่ก็คือ NOR หรือ ตัว N ใน FANBOYS ค่ะ เรามาดูตัวที่ 4 ก็คือ but กันเลย

 

BUT แปลว่า

But นั้นจริงๆ แล้วมีค่อนข้างมีความหมาย และ หลักการใช้ but ที่ค่อนข้างหลากหลาย ซึ่งสามารถแบ่งการใช้ได้ 2 ความหมายใหญ่ๆ คือ

But แปลว่า แต่

หลักการใช้ but ในกรณีนี้คือ ต้องการเชื่อมประโยคที่มีความตรงข้ามกันหรือขัดแย้งกันให้ต่อเนื่องในหนึ่งประโยค

 

Kru Nanni and Kru Amy know that English is difficult for their students, but they always try their best to make English easy for everyone.

(ครูแนนนิและครูเอมี่รู้ดีว่าภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่ยากสำหรับน้องๆ แต่ครูทั้งสองก็พยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อให้ภาษาอังกฤษนั้นง่ายสำหรับน้องๆ ทุกคน)

 

Somsri is friendly but not very kind.

(สมศรีเป็นคนที่เข้าหาง่าย แต่ไม่คนที่ใจดีสักเท่าไหร่)

 

But แปลว่า ยกเว้น หรือ นอกจาก

หลักการใช้ but ในกรณีนี้คือ ใช้บอกสิ่งที่อยู่นอกเหนือหรือว่าไม่รวมอยู่ในสิ่งที่กล่าวมา

 

I have no choice but to finish my homework in time.

(ฉันไม่มีทางเลือกอื่นเลยนอกจากทำการบ้านให้เสร็จทันเวลา)

 

คำว่า But ในความหมายนี้ใช้เป็น Preposition ได้ด้วย

 

Everyone but you is learning English with Premier Prep.

(ทุกคนเรียนภาษาอังกฤษกับ Premier Prep ยกเว้นคุณ)

 

Nobody but me does homework.

(นอกจากฉันแล้ว ไม่มีใครทำการบ้านเลย)

 

OR แปลว่า

มาถึง FANBOYS ตัวที่ 5 กันแล้วค่ะ โดย OR แปลว่า “หรือ” ซึ่งใช้เมื่อต้องการเชื่อมประโยคเพื่อแสดงทางเลือก

 

Somsri really wants to study English with Kru Nanni or Kru Amy.

(สมศรีอยากเรียนภาษาอังกฤษกับครูแนนนิ หรือ ครูเอมี่มากๆ)

 

YET แปลว่า

Yet ที่เป็นคำสันธานแปลว่า “แต่” มีความหมายคล้ายคำว่า But ใช้เชื่อมสองประโยคที่มีเนื้อหาขัดแย้งกันให้อยู่ในประโยคเดียว

 

This classroom looks small, yet it can accommodate up to 40 students.

(ห้องเรียนนี้ดูเล็ก แต่รองรับนักเรียนได้ตั้ง 40 คน)

แต่น้อง ๆ อาจเคยเห็นคำว่า Yet ในอีกความหมายนั่นคือ “ยัง” หรือ “ยังไม่” กรณีนี้คำว่า Yet ทำหน้าที่เป็น Adverb ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งกับประโยคคำถามและประโยคปฏิเสธ เพื่อแสดงให้เห็นถึงช่วงเวลาระหว่างก่อนหน้านี้และปัจจุบันที่ยังไม่เกิดขึ้นค่ะ เรามาดูตัวอย่างกันเลยดีกว่า

 

Have you learned English with Premier Prep yet?

(คุณเรียนภาษาอังกฤษกับ Premier Prep หรือยัง?)

 

Kru Nanni hasn’t eaten yet.

(ครูแนนนิยังไม่ได้กินอะไรเลย)

 

จะเห็นได้ว่า yet ช่วยให้เห็นว่าก่อนหน้านี้จนถึงปัจจุบัน ครูแนนนิยังไม่ได้กินอะไรเลยจนถึงตอนนี้ หรือ เรายังไม่ได้เรียน Premier Prep เลย (ถ้าน้องๆ ยังหาที่เรียนภาษาอังกฤษไม่ได้ มาเรียนกับพี่ๆ ได้นะคะ ><)

 

SO แปลว่า

FANBOYS ตัวสุดท้ายแล้วค่ะ โดย So แปลว่า “ดังนั้น” ซึ่งหลักการใช้ so ในบริบทของคำสันธานภาษาอังกฤษ คือเอาไว้เชื่อมสองประโยคที่เป็นเหตุเป็นผลกันเข้าเป็นประโยคเดียวกัน

 

Nobody can teach English this well, so I continue to study with Kru Nanni and Kru Amy.

(ไม่มีใครสอนภาษาอังกฤษได้ดีเท่านี้เลย ดังนั้นฉันจะเรียนกับครูแนนนิและครูเอมี่ต่อไป!)

 

เรียนภาษาอังกฤษ กับ Premier Prep

จบกันไปแล้วสำหรับการใช้ FANBOYS ค่ะ หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์กับน้องๆ ทุกคนนะคะ ที่ Premier Prep เรามีคอร์สเรียนภาษาอังกฤษที่จะช่วยให้น้องๆ เรียนภาษาอังกฤษอย่างเป็นระบบ เข้าใจว่าแนวคิดแต่ละอย่างในภาษาอังกฤษมีความเชื่อมโยงเป็นระบบยังไง ซึ่งจะช่วยให้น้องๆ มีพื้นฐานที่แข็งแรงในการสอบติดตามมหาลัยในฝัน เหมือนกับนักเรียนของ Premier Prep กว่า 90% ที่สอบติดตามเป้าหมายค่ะ มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับนักเรียน Premier Prep กันนะคะ ไว้เจอกันค่ะ

ทดลองเรียนฟรี