Grammar ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ สรุปแกรมม่าภาษาอังกฤษทั้งหมด

Grammar มีอะไรบ้างนะ? อยากเก่งไวยากรณ์ วิธีที่ดีที่สุดคือการเข้าใจภาพรวมทั้งหมด เรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษทั้งหมดได้เลยในบทความนี้
เขียนโดย

Grammar หรือไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ เป็นพื้นฐานสำคัญในการเรียนภาษาอังกฤษ เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่รู้ไม่ได้เลยถ้าหากอยากจะเก่งภาษาอังกฤษ

แม้ใครหลายคนอาจจะบอกว่า ภาษาอังกฤษเขียนๆ ไปเถอะ พูดๆ ไปเถอะ ไม่ต้องสนใจเรื่องแกรมม่าหรอก

นั่นอาจจะใช่ในบางบริบท แต่ในความเป็นจริง Grammar ก็ถือเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงแทบไม่ได้เลย เพราะเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการสอบในห้องเรียน หรือสอบเพื่อวัดระดับความรู้ทางภาษา ดังนั้นแล้วเราควรที่ศึกษาทำความเข้าใจในเรื่องนี้

เลือกอ่านตามหัวข้อ

Grammar คืออะไร?

Grammar คือ หลักไวยากรณ์ทางภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นระบบทางภาษาที่ประกอบด้วยองค์ประกอบต่าง ๆ ตั้งแต่ เสียง คำศัพท์ ประโยค และส่วนประกอบอื่นๆ ที่สำคัญในการใช้ภาษา มีกฎเกณฑ์การใช้งานที่ตายตัว ถือได้ว่าเป็นพื้นฐานที่จำเป็นอย่างยิ่งในการเรียนภาษาอังกฤษ

Grammar สําคัญยังไง

การเข้าใจและรู้หลักการของ Grammar จะนำไปสู่การใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านของการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน เพื่อที่จะได้นำเสนอหรือรับสารได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน มีความเข้าใจตรงกันทั้งผู้รับสารและผู้ส่งสาร

ไวยากรณ์กับแกรมม่าเหมือนกันไหม

ไวยากรณ์ กับ Grammar คือสิ่งเดียวกัน เป็นหลักโครงสร้างของภาษาที่ทุกๆ ภาษาต่างก็ต้องมีหลักไวยากรณ์ทั้งสิ้น อย่างไวยากรณ์ของภาษาไทย น้องๆ จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับชนิดของคำ หน้าที่ของคำ ความหมายของคำ ประเภทของประโยค ถ้าไวยากรณ์ หรือ Grammar ภาษาอังกฤษก็จะเป็นในเรื่องของ Parts of Speech, Phrases และ Clauses รวมถึงเรื่อง Tense ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Verb นั่นเอง

Grammar มีประโยชน์อะไรบ้าง?

ปัจจุบันเราใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารหรือแลกเปลี่ยนข่าวสารกัน ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารทางตรง ที่มีผู้พูดและผู้ฟัง หรือการสื่อสารทางอ้อม ที่จะเป็นการส่งสารผ่านสื่อต่างๆ โดยจะมีผู้เขียนและผู้อ่าน ดังนั้นแล้ว Grammar มีส่วนสำคัญในการใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารให้เกิดประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันทั้ง 2 ฝ่าย

1. การสื่อสารในชีวิตประจำวัน

ในเรื่องของการใช้ภาษาอังกฤษพูดสื่อสารกันในชีวิตประจำวัน Grammar อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ควรจะต้องไปโฟกัสมากนัก เพราะถ้าหากเรามัวแต่มานั่งท่องจำ Structure มัวแต่มากังวลว่าสิ่งที่เราจะพูดนั้นถูกหลักไวยากรณ์ไหม ก็อาจจะทำให้การสื่อสารของเรานั้นติดขัด ไม่ราบรื่นได้ แต่ Grammar ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะละเลยแบบไม่สนใจอะไรเลย เราควรจะรู้คำศัพท์พื้นฐาน รู้จักการสร้างประโยคขั้นพื้นฐานซึ่งเป็นไวยากรณ์เบื้องต้นเพื่อให้สนทนากับผู้อื่นด้วย Basic Conversation ได้อย่างเข้าใจ

2. การเขียน Essay

ในทางตรงกันข้าม Grammar เป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่งในการเขียน Essay เพราะเป็นการเขียนเชิงวิชาการ การเข้าใจใน Grammar จะช่วยให้ผู้เขียนสามารถถ่ายทอดสิ่งที่ต้องการจะสื่อออกมาได้อย่างตรงประเด็น ภาษาสละสลวย อ่านแล้วเข้าใจได้ง่าย ไม่กำกวม

3. การอ่านภาษาอังกฤษ

การเข้าใจ Grammar จะช่วยให้เราอ่านภาษาอังกฤษได้เก่งขึ้น ถึงแม้เราจะไม่รู้คำศัพท์ในบทอ่าน แต่การเดาจากการที่เรารู้ว่าองค์ประกอบของประโยค เช่น ประธาน กริยา กรรม อยู่ตรงไหนบ้างจะช่วยให้เราสามารถเข้าใจเนื้อหาภายในนั้นได้ อีกทั้งยังช่วยให้อ่านได้รวดเร็ว จับใจความสำคัญได้ตรงประเด็น ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในการทำข้อสอบ Reading

อ่านมาถึงตรงนี้ แน่ใจรึยังว่า สกิล Grammar เราพร้อมแล้ว?
รู้ระดับสกิลตัวเองเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่ช่วยให้น้องๆ สอบติดคณะในฝัน
เลือกหัวข้อทดสอบระดับด้านล่างได้เลย!

dek67 เรียน Grammar ไปทำไม?

การไม่เข้าใจ Grammar ทำให้น้องๆ ไม่มีพื้นฐานสำคัญในการทำข้อสอบเวลาเจอข้อสอบยากๆ แถมไม่มั่นใจว่าต้องตอบข้อไหนตอนสอบ แม้ว่าจะเป็นข้อง่ายๆ ก็ตาม และถ้าฝึกเองตอนอ่านเฉลยจะงงสุดๆ ไปเลย

นอกจากนี้ จากประสบการณ์พี่ๆ Premier Prep พบว่า น้องๆ หลายคนละเลยวิชาภาษาอังกฤษมากๆ ทั้งๆ ที่วิชาภาษาอังกฤษเป็นตัวช่วยที่ดีมากๆ ในการสอบเข้าคณะในฝัน ซึ่งต้องใช้คะแนน TGAT และ A-level ไปยื่น TCAS เพื่อเข้ามหาวิทยาลัย เข้าคณะที่ต้องการการ

คะแนนจากการสอบ A-level วิชาภาษาอังกฤษ และ TGAT1 การสื่อสารภาษาอังกฤษ ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่จะเป็นตัวตัดสินได้ว่าน้องๆ จะสอบติดมหาวิทยาลัยที่ต้องการไหม ดังนั้นแล้วไม่ควรที่จะประมาท ควรที่จะเก็บคะแนนจากตรงนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อนำคะแนนไปยื่นในระบบ TCAS ยิ่งคะแนนเราดีเท่าไร โอกาสที่จะได้คณะอันดับต้นๆ ก็มีมากขึ้นเท่านั้น

การสอบ TCAS เข้ามหาลัยในฝัน

คะแนนจากการสอบ A-level วิชาภาษาอังกฤษ และ TGAT1 การสื่อสารภาษาอังกฤษ ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่จะเป็นตัวตัดสินได้ว่าน้องๆ จะสอบติดมหาวิทยาลัยที่ต้องการไหม ดังนั้นแล้วไม่ควรที่จะประมาท ควรที่จะเก็บคะแนนจากตรงนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อนำคะแนนไปยื่นในระบบ TCAS ยิ่งคะแนนเราดีเท่าไร โอกาสที่จะได้คณะอันดับต้นๆ ก็มีมากขึ้นเท่านั้น มาปูพื้นฐาน เตรียมความพร้อมกับ Premier Prep ก่อนสอบ TGAT และ A-level น้องๆ จะได้รู้แนวทางข้อสอบ พร้อมเฉลยอย่างละเอียด ได้ความรู้อย่างอัดแน่นพร้อมที่จะพิชิตมหาลัยที่ใฝ่ฝัน

Grammar มีอะไรบ้าง จริงๆ แล้วแกรมม่ามีทั้งหมดกี่เรื่อง?

โดยรวมแล้วหัวใจสำคัญของการเรียน Grammar คือ เรื่อง Part of Speech ทั้ง 8 (Noun, Pronoun, Verb, Adjective, Adverb, Preposition, Conjunction, Interjection) และการสร้างประโยคด้วย Phrase และ Clause

แต่ในรายละเอียดลึกๆ นั้นแกรมม่าที่เราเรียนมานั้นมีทั้งหมดกี่เรื่องกันแน่ มีความเชื่อมโยงกันยังไง เราลองมาดูกัน !

GRAMMAR ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ-01

1. Parts of Speech หัวใจสำคัญของ Grammar

สิ่งแรกที่เป็นพื้นฐานสำคัญเลยก็คือ Part of Speech หรือประเภทของคำ ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของภาษาอังกฤษเลยก็ว่าได้ เพราะการใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารนั้น เกิดจากการนำส่วนประกอบเหล่านี้มารวมเข้าด้วยกัน ดังนั้นแล้วการทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Parts of Speech ถือเป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจเป็นอย่างแรก เพราะจะช่วยให้เราเข้าใจตั้งแต่ส่วนย่อยของภาษา คำ วลี ไปจนถึงประโยคที่ใช้ในภาษาอังกฤษ

Parts of Speech แบ่งออกเป็น 8 ชนิด ได้แก่

1. Noun คือ คำนาม ใช้เรียกชื่อคน สัตว์ สิ่งของ รวมถึงนามธรรมที่จับต้องไม่ได้

2. Pronoun คือ คำสรรพนาม ใช้เรียกแทนคำนาม เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงคำนามเดิมซ้ำๆ

3. Verb คือ คำกริยา ใช้แสดงอาการ บ่งบอกการกระทำ ทั้งการแสดงอาการทางกายหรือทางจิตใจ

4. Adjective คือ คำคุณศัพท์ ใช้ขยายความคำนามหรือคำสรรพนาม เพื่อให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น

5. Adverb คือ คำกริยาวิเศษณ์ ใช้ขยายความคำกริยา คำคุณศัพท์ และคำกริยาวิเศษณ์เพื่อบอกรายละเอียดเพิ่มเติม

6. Preposition คือ คำบุพบท ทำหน้าที่เชื่อมคำ 2 คำ เพื่อแสดงความสัมพันธ์กัน

7. Conjunction คือ คำสันธานหรือคำเชื่อม ทำหน้าที่เชื่อมคำ วลี ประโยค เข้าด้วยกัน

8. Interjection คือ คำอุทาน ใช้เพื่อแสดงอารมณ์และความรู้สึก

เรื่องเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องพื้นฐานที่มองว่าปล่อยผ่านได้ แต่พี่ๆ Premier Prep พบว่า ถ้าเราขาดพื้นฐานส่วนนี้ไป จะทำให้เราไม่สามารถไปต่อในระดับสูงๆ ได้เลย

2. Tenses

Tense เป็นเรื่องที่เราเรียนกันมาตั้งแต่เด็กๆ เป็นสิ่งที่ช่วยระบุช่วงเวลาของเหตุการณ์นั้นว่าเกิดขึ้นช่วงใด โดย Tense จะถูกแบ่งออกเป็น 3 ช่วงเวลาหลักๆ คือ

  • Past tense (อดีต)
  • Present tense (ปัจจุบัน)
  • Future tense (อนาคต)

แต่ละ Tense หลักๆที่กล่าวมานี้ จะประสมกับ 4 Aspects ย่อย ได้แก่ Simple, Continuous, Perfect และ Perfect continuous รวมกันได้ 12 Tense ดังนี้

1. Present tense ใช้เล่าเหตุการณ์ในปัจจุบัน เรียกได้ว่าเป็น Tense พื้นฐานที่สุดที่หลายๆ คนต้องเจอก่อนเป็นลำดับแรกๆ เวลาที่เราเรียน Grammar ประกอบไปด้วย Present Simple, Present Continuous, Present Perfect และ Present Perfect Continuous

Present Simple tense

(S. + V. 1 (-s/-es))

Present Continuous tense

(S. + V. to be (is/am/are) + V. ing)

Present Perfect tense

S. + V. to have (has/have) + V. 3)

Present Perfect Continuous tense

(S. + V. to have (has/have) + been + V. ing)

2. Past tense ใช้เล่าเหตุการณ์ในอดีต เรียกได้ว่าเป็น Tense ที่หลายๆ สับสน แต่จริงๆ แล้วสำคัญมมากๆ ประกอบไปด้วย Past Simple, Past Continuous, Past Perfect และ Past Perfect Continuous

Past Simple tense

(S. + V.2)

Past Continuous tense

(S. + V. to be (was/were) + V. ing)

Past Perfect tense

(S. + V. to have (had) + V. 3)

Present Perfect Continuous tense

(S. + V. to have (had) + been + V.3)

3. Future tense ใช้เล่าเหตุการณ์ในอนาคต ประกอบไปด้วย Future Simple, Present Continuous, Present Perfect และ Present Perfect Continuous

Future Simple tense

(S. + will + V. inf)

Future Continuous tense

(S. + will be + V. ing)

Future Perfect tense

(S. + will have + V. 3)

Future Perfect Continuous tense

(S. + will have been + V. ing)

คำศัพท์ภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่เรียนคู่ขนานไปกับ Grammar โดยเฉพาะเรื่อง Tense ตัวอย่างเช่น คำว่า go went gone ทั้ง 3 คำมีความหมายว่า ไป แต่ว่าจะถูกใช้ใน Tense ที่ต่างกันดังนี้

  • Go เป็น Verb ช่อง 1 ใช้กับ Present simple
  • Went เป็น Verb ช่อง 2 ใช้กับ Past simple
  • Gone เป็น Verb ช่อง 3 ใช้คู่กับ Verb to have เพื่อสร้างกริยาที่เป็นส่วนหนึ่งของ Present, Past และ Future perfect

ข้อแตกต่างก็คือ Verb ส่วนใหญ่นั้น เวลาผันเป็น Verb 2 หรือ 3 จะใช้การเติม -ed ต่อท้ายเพียงเท่านั้น แต่สำหรับ ‘Go’ จะเป็นข้อยกเว้นที่เปลี่ยนรูปจากเดิมไปเลย โดยเราจะเรียกว่า Irregular verb ซึ่งเป็นเหมือนกับข้อยกเว้นในแกรมม่านั่นเอง

3. Phrase, Clause และการสร้าง Sentence

การสร้างประโยคภาษาอังกฤษต้องอาศัยองค์ความรู้ Grammar เรื่อง เรื่อง Part of Speech เพราะมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ผู้รับสารเข้าใจใจความของประโยคชัดเจน ซึ่งหนึ่งในหัวข้อสำคัญคือ Tense ที่ช่วยสื่อสารเกี่ยวกับเวลาที่เหตุการณ์นั้นๆ เกิดขึ้น แต่ Grammar อย่าง Part of Speech เพียงอย่างเดียวยังไม่ทำให้เราสร้างประโยคได้ เพราะก่อนอื่น เราต้องเอา Parts of Speech มาสร้างเป็น Phrase ก่อน

Phrase หรือ วลี เป็นกลุ่มคำที่ประกอบด้วยคำตั้งแต่ 2 คำขึ้นไปรวมตัวกันอย่างมีความหมายเพื่อทำหน้าที่ใดหน้าที่หนึ่งในประโยค เช่น เป็นประธาน กริยา กรรม ส่วนขยาย เป็นต้น แบ่งออกเป็น 5 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้

1. Noun phrase ทำหน้าที่เหมือนคำนามทั่วไป (Noun) คือเป็นได้ทั้งประธานและกรรม

ตัวอย่าง Noun phrase:

  • Classical music is my life. เกิดจากการนำ Parts of Speech มาประกอบกัน ดังนี้

Classical = Adjective (ขยาย Noun) และ music = Noun เป็นคำนามหลัก ทั้งสองคำประกอบกันเป็นประธานของประโยค

2. Verb phrase คือ กริยาหลัก (Main verb) หรืออาจเป็น Helping Verb (กริยาช่วย) ไม่ว่าจะเป็น Auxiliary + Modal + กริยารูปต่าง ๆ ตามไวยากรณ์ แล้วทำหน้าที่เป็นกริยาหลัก

ตัวอย่าง Verb phrase:

  • I will leave this town tomorrow.

will = Auxiliary, leave = กริยารูปไม่ผัน ซึ่งผันตามไวยากรณ์ที่ต้องตามหลัง will ทั้งสองคำรวมกันทำหน้าที่เป็นกริยาหลักของประโยค

3. Adjective phrase ประกอบด้วยคำคุณศัพท์และส่วนขยายคำคุณศัพท์ โดยจะวางอยู่หน้าหรือหลังของนามหรือสรรพนามก็ได้ ทำหน้าที่เหมือนคำคุณศัพท์ทั่วไป

ตัวอย่าง Adjective phrase:

  • This girl is quite polite.

เกิดจากการนำ Parts of Speech นำมาประกอบกันดังนี้

quite = Adverb (ขยาย Adjective คือ polite) และ polite = Adjective ทั้งสองคำรวมกันเป็น Adjective Phrase ขยายคำนามที่ประธาน นั่นคือ The girl

4. Adverb phrase ประกอบด้วย Adverb (คำกริยาวิเศษณ์) กับส่วนขยาย ทำหน้าที่ขยายคำกริยา คำคุณศัพท์ หรือขยายคำกริยาวิเศษณ์

ตัวอย่าง Adverb phrase:

  • The machine is running too fast.

เกิดจากการนำ Parts of Speech นำมาประกอบกัน ดังนี้

too = Adverb (ขยาย Adverb คำว่า fast), fast = Adverb ทั้งสองคำรวมกันเป็น Adverb phrase ทำหน้าที่ขยายคำกริยา ‘is running’

5. Prepositional phrase ประกอบด้วยคำบุพบท (Preposition) ส่วนเติมเต็ม (complement) ที่เป็น Noun phrase, Noun clause หรือ Gerund (V.ing) ทำหน้าที่ขยายคำนาม คำกริยา คำคุณศัพท์ หรือขยายทั้งประโยค

ตัวอย่าง Prepositional phrase:

  • There are no cars in the car park.

in = Preposition, the car park = Noun phrase ทำหน้าที่ขยายประโยค ‘There are no cars.’

เมื่อนำ Phrase หลายๆ ชนิดมาประกอบกันตามหลักไวยากรณ์โดยมี Verb phrase เป็นองค์ประกอบ จะได้เป็น Clause ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ดังต่อไปนี้

  • Main Clause หรือ Independent Clause เป็นประโยคใจความหลักที่มีความสมบูรณ์ภายในตัว

ตัวอย่าง: Tina hasn’t lived here very long; she doesn’t know many people.

คำอธิบาย: ทั้ง 2 Clauses เป็น Independent Clause ที่สามารถแยกออกจากกันได้โดยยังเป็นประโยคที่สมบูรณ์และมีความหมายชัดเจน

  • Subordinate Clause หรือ Dependent Clause เป็นประโยคที่ไม่สมบูรณ์ มีความหมายไม่ชัดเจน โดยปกติจะใช้ประกอบกับ Main Clause เพื่อขยายความ Main Clause

ตัวอย่าง: When the sun rises, the morning glory flowers bloom.

คำอธิบาย: When the sun rises = Subordinate clause
(“เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น” จะมีความหมายไม่สมบูรณ์ในตัว)

the morning glory flowers bloom = Main Clause
(“ดอกมอร์นิง กลอรี ผลิบาน” มีความหมายสมบูรณ์อยู่แล้วในตัว)

Phrase ที่นำมาประกอบกัน จะรวมกันเป็น Clause และ Sentence นั่นเอง การทำความเข้าใจพื้นฐานของเรื่อง Parts of Speech ตั้งแต่แรกเริ่ม จะทำให้เราสามารถสร้าง Sentence ที่สมบูรณ์ สละสลวยได้ และจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการเขียน Essay

อ่านมาถึงตรงนี้ แน่ใจรึยังว่า สกิล Grammar เราพร้อมแล้ว?
รู้ระดับสกิลตัวเองเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่ช่วยให้น้องๆ สอบติดคณะในฝัน
เลือกหัวข้อทดสอบระดับด้านล่างได้เลย!

อยากเรียน Grammar เริ่มต้นยังไง ทำยังไงให้เข้าใจแกรมม่า?

แน่นอนว่าเราเริ่มเรียน Grammar กันมาตั้งแต่เด็กๆ Grammar บางเรื่องก็อาจจะเคยผ่านหูผ่านตากันมาบ้างแล้ว แต่เราไม่ได้นำมาใช้จริงๆ จังๆ ในชีวิตประจำวันกันเท่าไร เรียนในห้องเรียนจบแล้วก็จบไป ทำให้อาจจะลืมไปบ้าง Premier Prep เลยมีวิธีดีๆ มาแนะนำ สำหรับน้องๆ ที่อยากเรียน อยากทบทวน Grammar แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง

1. ความตั้งใจจริงและการฝึกฝนในทุกๆ วัน

เริ่มจาก Premier Prep อยากให้น้องๆ ทุกคนลองหา Passion หรือแรงบันดาลใจในการเรียนภาษาอังกฤษ เช่น อยากเก่งภาษาอังกฤษเพราะจะได้ติดตามนักร้องสากล อยากเอาไว้ใช้คุยกับเพื่อนชาวต่างชาติ อยากสอบติดคณะมนุษย์อิ๊ง อยากไปเที่ยวรอบโลก ความตั้งใจที่อยากเก่งภาษาอังกฤษถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเข้าใจแกรมม่า เมื่อเราเข้าใจแกรมม่าเราก็จะใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง

การเรียนภาษาอังกฤษไม่เพียงแต่สามารถทำได้ในห้องเรียนเท่านั้น น้องๆ สามารถเรียนภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง เริ่มง่ายๆ จากการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมรอบตัวเราให้มีแต่ภาษาอังกฤษ อย่างฟังเพลงสากล ดูหนังหรือซีรีส์ต่างประเทศ การได้ทำสิ่งที่ชอบไปด้วย พร้อมฝึกภาษาอังกฤษไปด้วยก็จะทำให้เราเกิดความสนุก เป็นการเรียนภาษาอังกฤษที่ไม่น่าเบื่ออีกต่อไป

2. นำพื้นฐานไวยากรณ์ภาษาอังกฤษไปใช้ในชีวิตประจำวัน

การเรียนรู้จะไม่เกิดประโยชน์หากเราไม่ได้นำไปใช้จริง การจะวัดว่าตัวเองนั้นเก่ง Grammar ไหม ไม่ใช่ว่าต้องท่องจำเนื้อหาให้ได้ทั้งหมด แต่เป็นการที่เราสามารถนำ Grammar มาใช้ได้จริงไหมนั่นเอง น้องๆ สามารถนำพื้นฐานไวยากรณ์ภาษาอังกฤษไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ง่ายๆ เช่น เขียน Diary ซึ่งเป็นวิธีการที่เบสิกแต่ว่าได้ผลดีเกินคาดเลยทีเดียว

3, หาคนสอน Grammar ที่มีเทคนิคการสอนเข้าใจง่าย

หรือใครที่ชอบทางลัด อยากเก่งภาษาอังกฤษแบบรวดเร็ว ขอแนะนำให้มาลองเรียนที่ Premier Prep สถาบันสอนภาษาอังกฤษที่มาพร้อมกับทีมครูสอนภาษาอังกฤษที่มีคุณภาพ ที่ช่วยปูพื้นฐานน้องๆ ตั้งแต่เรื่อง Grammar ช่วยแนะแนวข้อสอบ โดยมีรูปแบบการสอนที่ไม่ใช่เพียงแค่ท่องจำ แต่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง

Grammar สรุป

Grammar หรือหลักไวยากรณ์ภาษาอังกฤษเป็นเรื่องพื้นฐานที่ควรรู้สำหรับการเรียนภาษาอังกฤษ เปรียบเสมือนการเริ่มหัดเดินของเด็กเบบี๋ แรกๆ อาจจะยาก มีความทุลักทุเล แต่เมื่อเราได้ฝึกคลาน ฝึกเดินบ่อยๆ เราก็จะสามารถวิ่งได้คล่อง เช่นเดียวกันกับการเรียนแกรมม่าภาษาอังกฤษ ถ้าเราหมั่นฝึก หมั่นทบทวนบ่อยๆ เราก็จะใช้ได้คล่องจากความคุ้นชินโดยไม่ต้องพึ่งการท่องจำอีกต่อไป

และยิ่งถ้าเราได้ลงเรียนคอร์สภาษาอังกฤษเสริมกับ Premier Prep ซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องมือที่ใช้ช่วยในการพยุงเดิน ก็จะยิ่งทำให้น้องๆ เก่งภาษาอังกฤษได้เร็วขึ้น ที่ Premier Prep ไม่ได้มีเพียงแต่คอร์สเรียนภาษาอังกฤษที่เกี่ยวกับ Grammar เท่านั้น เรามีคอร์สเรียนที่หลากหลาย ทั้ง คอร์สเตรียมตัวสอบ A-level คอร์สสอบ TCAS คอร์สปูพื้นฐานต่างๆ สามารถเข้ามาลองปรึกษา ลองวัดระดับภาษาของตัวเองก่อนได้ฟรี แล้วพี่ๆ จะช่วยแนะนำคอร์สที่เหมาะสมกับเลเวลน้องๆ ให้เอง

อ่านมาถึงตรงนี้ แน่ใจรึยังว่า สกิล Grammar เราพร้อมแล้ว?
รู้ระดับสกิลตัวเองเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่ช่วยให้น้องๆ สอบติดคณะในฝัน
เลือกหัวข้อทดสอบระดับด้านล่างได้เลย!