fbpx

สรุปแกรมม่า เข้าใจง่าย ฉบับรวบรัดให้น้องพร้อมสอบภาษาอังกฤษ

สรุปแกรมม่า เข้าใจง่าย พร้อมใช้งานจริงใน 5 นาที

ในการใช้ภาษาอังกฤษนั้นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่เราจะต้องทำความเข้าใจหรือเรียนรู้เป็นอย่างแรกๆเลยก็คือสิ่งที่เรียกว่า ไวยากรณ์หรือที่ใครหลายคนมักได้ยินติดหูมาตั้งแต่การเรียนวัยประถมตัวน้อยตัวนิดว่า การเรียนแกรมม่า (grammar) และด้วยตัวไวยากรณ์นั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมากทั้งในส่วนของการรับสารหรือการสื่อสารออกไปให้ประโยคของเรานั้นเกิดความเข้าใจอย่างถูกต้อง

 

นั่นเป็นเพราะว่า การเรียนแกรมม่า คือการทำให้เราสามารถเข้าใจ บริบท ปริมาณ ระยะเวลา รวมถึงเข้าใจความหมายการใช้คำบางอย่างในการสร้างรูปประโยคได้อย่างถูกต้อง อย่างเช่น การพูดถึงเรื่องราวในอดีต การพูดถึงอนาคตที่มีการวางแผนไว้ การพูดถึงว่าเรานั้นกำลังทำอะไร คิดอะไร ชิ้นส่วนของประโยคเหล่านี้นั้น ล้วนมีที่มาและความสำคัญจากการเรียนแกรมม่าอย่างถูกต้อง โดยถ้าเรานั้นให้ความสำคัญกับเรื่องไวยากรณ์แน่นอนว่า ขั้นตอนต่อๆไปในการเรียนและใช้ภาษาอังกฤษของเราจะมีความง่ายดายมากยิ่งขึ้น ดังนั้นวันนี้เราจะขอนำเสนอบทเรียน สรุปแกรมม่า เข้าใจง่าย พร้อมใช้งานจริงใน 5 นาที บอกได้เลยว่า ห้ามพลาด

 

สรุปแกรมม่า เข้าใจง่าย ให้พร้อมสอบด้วยไวยากรณ์ 3 หัวข้อนี้

ในการเรียนภาษาอังกฤษของส่วนแกรมม่า อย่างที่เราบอกกันว่าไวยากรณ์คือตัวที่ทำให้เราเข้าใจรูปประโยคในบริบท เวลา ปริมาณ ได้อย่างถูกต้อง ซึ่งก็จะถูกเรียกวิธีการสร้างรูปประโยคเป็นหลายรูปแบบหรือที่เรียกกันว่า 12 Tense ทำให้เราสามารถเห็นเด่นชัดว่าประโยคของเรานั้นเกิดขึ้นเมื่อใด ถูกกล่าวขึ้นไว้อย่างใดบ้างซึ่งพี่ๆน้องๆหลายคนคงจะต้องผ่านการเรียนหรือทำความเข้าใจบทเรียน Tense ต่างๆ ซึ่งในส่วนของ “เวลา” ที่ได้กล่าวมานั้นก็คือส่วนบทเรียนที่เราเคยได้ศึกษามาตลอดทุกช่วงชั้นปีตั้งแต่เด็กๆนั่นเอง

 

ต่อมาเราอยากจะแนะนำสามสิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจเพื่อการใช้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดดังนี้

 

  • 1.Verb แท้
  • 2.การใช้ Quantifier
  • 3. การใช้ Pronouns

 

โดยวิธีการใช้หรือหลักการทำความเข้าใจสามสิ่งนี้จะเป็นอย่างไร สามารถอ่านต่อด้านล่างนี้ได้เลย

 

เข้าใจการใช้ Verb แท้ (Finite Verb)

โดยเบื้องต้นที่เรานั้นจะต้องทราบก็คือ คำกริยาของภาษาอังกฤษจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทได้แก่

  • Finite verb (กริยาแท้)
  • Non-finite verb (กริยาไม่แท้)

 

ในประเด็นของ กริยาแท้คือรูปแบบของคำกริยาที่ทำหน้าที่การแสดงการกระทำหรือแสดงอาการต่างๆว่าประธาน (Subject) ในประโยคนั้นกระทำอะไร อย่างไรบ้าง โดยปกติในประโยคนั้นเราอาจจะพบการกระทำต่างๆมากมาย แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ หากเราสังเกต ตามรูปประโยคพื้นฐานที่เรามักพบเห็นได้บ่อย หรือมีการใช้อย่างแพร่หลาย จะมีเพียงกริยาตัวเดียวที่ทำหน้าที่เป็นกริยาแท้ของประธานที่แสดงอาการการกระทำต่างๆในประโยคของเรา ซึ่งกริยาแท้นี้เองที่จะสามารถผันรูปได้ตาม เวลา ประธานของประโยค บริบท หรือเสียงต่างๆ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพได้ดังนี้

 

1. ผันตามเวลา (Tense)

We have just finished our project.

เป็นรูปแบบ have + V.3

I’m (am )not playing basketball at School

หรือ อีกประโยคแนะนำคือ I’m (am) praying at Mosque

ในประโยคนี้เป็นการผัน Verb ที่เติม ing ตามหลัก Present Continuous tense

 

2. ผันตามประธาน (Subject)

He goes to church by train every Sunday.

เป็นการผัน go ด้วยการเติม s/es เป็น goes ตามประธานเอกพจน์นั่นคือคำว่า “He”

They like going to the park .

เป็นการผันรูปgo ด้วยการไม่เติม s/es ตามประธานพหูพจน์นั่นคือ “They”

 

3. ผันตาม Voice (การบ่งบอกผู้กระทำ)

John told me about his childhood.

เป็นการผันตาม Active Voice หรือประธานได้กระทำเอง โดยในบริบทนี้คือ John เป็นคนบอกเอง

I was told about this problem many times.

เป็นการผันตาม Passive Voice หรือประธานถูกกระทำ ในบริบทนี้คือ ฉันถูกบอกหรือมีคนมาบอกฉันเกี่ยวกับปัญหา

 

โดยใน 3 รูปแบบนี้หากเราทำความเข้าใจและฝึกฝนการใช้อย่างสม่ำเสมอ จะเป็นบันไดสำคัญที่ทำให้เราสามารถเข้าใจหลักไวยากรณ์ภาษาอังกฤษได้อย่างดีเยี่ยม รวมไปถึงการนำไปใช้ร่วมกับ 12 Tense

 

เข้าใจการใช้ Quantifier

เมื่อพูดถึงหลักการใช้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่เราจะต้องมีความแม่นยำในการเข้าใจหรือศึกษาก็คือ Quantifier หรือคำบอกปริมาณนั่นเอง ซึ่งเราจะขอกล่าวแนะนำง่ายๆก่อนว่า คำบอกปริมาณต่างๆนั้นมีอะไรบ้าง และเชื่อเลยว่าพี่ๆน้องๆหลายๆคนจะต้องคุ้นเคยอย่างแน่นอน เช่น many,much,any, some,a little , a lot of , all , a few ,no

 

และด้วยพอเราเห็นคำเหล่านี้และนึกถึงความหมายนั้นจะทำให้เราต้องมาทำความเข้าใจว่า Quantifier แต่ละตัวนั้นใช้อย่างไร มีความสัมพันธ์กับคำนามอย่างไรบ้าง

 

1. Many เจ้าคำนี้นั้นมีความหมายตรงไปมาว่า “จำนวนมาก” ซึ่งเป็นคำแรกๆที่ถูกใช้บ่อยมากในประโยคต่างๆสำหรับการบอกปริมาณ สามารถใช้กับคำนามที่นับได้ พหูพจน์ และสำคัญที่สามารถนำมาใช้ได้กับทั้งประโยคบอกเล่า ประโยคปฏิเสธ หรือแม้กระทั่งการเขียนรูปประโยคคำถามขึ้นมา มีตัวอย่างการใช้ Many ในประโยคดังนี้

ประโยคบอกเล่า : Don’t worry. I have many friends around here!

ประโยคปฏิเสธ : It is so sad that we don’t have many friends.

ประโยคคำถาม : How many dogs do you have in your house?

 

2. Much สำหรับคำนี้นั้นก็มีความหมายที่แปลว่า “จำนวนมาก” แต่มีข้อแตกต่างในการใช้ที่ไม่เหมือนกับ Many ในบางส่วนเช่น ใช้กับคำนามที่นับไม่ได้ มักจะถูกนำมาใช้ในประโยคปฏิเสธและประโยคคำถาม เพราะว่าหากเรานำ much มาเขียนและสร้างประโยครูปแบบประโยคบอกเล่า ถึงแม้จะถูกหลักไวยากรณ์แต่ก็อาจจะฟังดูไม่ค่อยสวยหรือไม่เป็นธรรมชาติ มีตัวอย่างการใช้ประโยคดังนี้

ประโยคบอกเล่า :She had much fun during our dinner. I can see from how she laughed all night.

ประโยคปฏิเสธ : Sorry, I don’t have much money for it.

ประโยคคำถาม : How much salt do you put in our soup?

 

3. Lots of หรือ A lot of ในความหมายของคำนี้นั้นก็ไม่ได้หนีจาก Many หรือ Much เพราะตัวมันก็ยังคงความหมายที่ว่า มีจำนวนมาก แต่จะใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์ และคำนามนับไม่ได้ พร้อมทั้งใช้กับประโยคคำถามแประโยคปฏิเสธ ข้อสังเกตก็คือสองคำนี้นั้นเป็นคำหรือภาษาที่ไม่เป็นทางการแต่หากต้องการความเป็นทางการมากกว่าควรจะใช้คำว่า a lot of ในประโยคของเราตามหลักไวยากรณ์ ตัวอย่างประโยคที่น่าสนใจมีดังนี้

ประโยคบอกเล่า : There are a lot of cars in this garage.

ประโยคคำถาม : Are there a lot of officers in this police station?

ประโยคปฏิเสธ : You don’t understand me. I don’t have a lot of choices in my life.

 

4. การใช้ Some ซึ่งมีความหมายว่า บ้าง บาง หรือ มีจำนวนหนึ่ง ไม่ได้มากมาย สามารถนำมาใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์ รวมถึงคำนามนับไม่ได้ ปกติแล้วจะใช้กับประโยคบอกเล่า แต่ถ้าใช้กับประโยคคำถามจะเป็นการยื่นข้อเสนอหรือขอร้องสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยมีตัวอย่างการใช้ประโยคได้ดังนี้

ประโยคบอกเล่า : I ate some fruit at home this night.

การยื่นข้อเสนอ : Would you like some apples? I think you’re hungry.

ประโยคขอร้อง : Can I have some drink?

 

5. การใช้ Any ซึ่งมีความหมายว่า บ้างหรือซักนิด สามารถนำมาใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์ และคำนามนับไม่ได้ ในประโยคปฏิเสธและประโยคคำถาม โดยคำว่า Any นี้เองก็มักถูกใช้อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเราจะสามารถสังเกตตัวอย่างการใช้งานได้ดังนี้

ประโยคปฏิเสธ : I want to help you by buying your cake, but I don’t have any money.

ประโยคคำถาม : Have you got any apples?

 

ทั้งหมดนี้นั้นเป็นหลักการใช้ Quantifiers ตามหลักไวยากรณ์หรือการเรียนแกรมม่าซึ่งเป็นพื้นฐานที่มีความสำคัญที่เราจะต้องทราบ อันจะเป็นการปูทางของเราให้สามารถทำความเข้าใจการสื่อสารการสร้างประโยคทั้ง 12 Tense ได้อีกด้วย ซึ่งการสอบหรือใช้ภาษาอังกฤษจะเป็นเรื่องกล้วยๆ และต่อไปเราจะเข้าสู่บทเรียนการใช้ Pronouns

 

เข้าใจการใช้ Pronouns

เมื่อเรานั้นจะเขียนประโยคขึ้นมาให้ถูกต้องตาม หลักไวยากรณ์หรือการใช้ Grammar ขั้นตอนสำคัญอีกอย่างต่อมาก็คือการทำความเข้าใจในเรื่องของ Pronouns หรือคำสรรพนามนั่นเอง ซึ่ง Pronoun นี้เองถูกกำหนดขึ้นมาเพื่อความสะดวกสบายในการใช้ภาษาให้เราไม่ต้องพูดคำนามคำเดิมซ้ำไปมา” แต่หากเราใช้ Pronouns ผิด เวลาเราจะสร้างประโยคให้เข้าใจบริบท ว่าเป็นใคร ทำอะไร แสดงความเป็นเจ้าของนั้น อาจจะทำได้ไม่ถูกต้อง ดังนั้น เราจึงได้เขียนตารางเปรียบเทียบการใช้ Pronoun ตัวต่างๆเพื่อสามารถนำไปใชได้อย่าถูกต้อง

โดยสามารถแบ่งเป็นการใข้งานหรือการเปลี่ยนรูปสำหรับตัวเองได้แบบตารางด้านล่าง ซึ่งก็จะทำหน้าที่แตกต่างกันไปตามด้านล่างนี้

 

ประธานเป็นกรรมคำคุณศัพท์แสดงความเป็นเจ้าของการบอกถึงการสะท้อนตัวเองหรือกระทำด้วยตัวเอง”
IMemyMyself
YouYouYourYourself/Yourselves
HeHimHisHimself
SheHerHerHerself
ItItItsItself
WeUsOurOurselves
TheyThemTheirThemselves

 

ตัวอย่างเช่น หากเราจะกล่าวถึง John ซึ่งเป็นผู้ชายเราจะสามารถแต่งประโยคโดยใช้ประธานเป็น Pronoun (He)ได้ดังนี้

 

He is doing homework.

 

หากจะให้ John แสดงความเป็นเจ้าของ เราสามารถใช้ Adjective ได้ดังนี้

 

He is doing his homework. (คือการใช้ his ที่มีความสัมพันธ์กับ he ในการแสดงความเป็นเจ้าของ)

 

หรือการที่เราจะนำเสนอว่าตัว John นั้นกระทำสิ่งเหล่านั้นด้วยตนเอง สามารถแต่งประโยคได้ว่า

 

He is doing his homework by himself.

 

ซึ่งการใช้ Pronoun เป็นขั้นตอนการเรียนภาษาอังกฤษได้อย่างง่ายดาย เพียงเราเข้าใจเพศ หรือจำนวนประธาน ก็จะสามารถนำมาใช้ได้อย่างถูกต้อง และสามประเด็นที่เราได้เห็นในวันนี้มีความสำคัญอย่างมากที่จะเปลี่ยนบทเรียนที่ดูยากจากการใช้แกรมม่าหรือไวยากรณ์นั้นให้มีความง่ายในการเข้าใจมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามการฝึกฝนทำแบบฝึกหัดหลังบทเรียนก็มีความสำคัญไม่แพ้กันเพื่อความเชี่ยวชาญในการทำโจทย์

 

เรียนภาษาอังกฤษกับ Premier Prep

การเรียนภาษาอังกฤษอาจจะเป็นความคิดที่ดูยากหรืออาจจะไกลตัวไปแต่ในความเป็นจริงนั้น โลกปัจจุบันภาษากลางอย่างภาษาอังกฤษมีความสำคัญเป็นอย่างมาก แม้ว่าเราอาจจะไม่ได้ทำงานกับชาวต่างชาติเป็นหลัก แต่ภาษาอังกฤษก็มีความสำคัญอย่างมากไม่ว่าจะในเชิงของการศึกษาขั้นพื้นฐานหรือการเรียนเพื่อการนำไปใช้ในชีวิต ทำธุรกิจ ทำงาน ต่อยอดต่างๆในชีวิตของเรา โดยยิ่งกับเนื้อหาในวันนี้ที่เราได้นำเสนอบทเรียนเกี่ยวกับ Grammar หรือ หลักไวยากรณ์ก็เป็นพื้นฐานที่จะสร้างความเชี่ยวชาญในการนำไปใช้สร้างประโยคหรือเข้าใจวิธีการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างถูกต้องได้อีกต่อไป

 

ซึ่ง สถาบัน Premier Prep ของเราก็ให้ความสำคัญและพร้อมที่จะทำให้การเรียนภาษาอังกฤษของทุกคนนั้นมีความสนุกสนาน สามารถทำความเข้าใจในบทเรียนได้ง่ายยิ่งขึ้น พร้อมกับเพลิดเพลินในการนำบทเรียนของเราไปฝึกซ้อม ทำแบบฝึกหัดต่างๆ โดยหากใครสนใจสามารถติดต่อมาได้ที่สถาบัน Premier Prep เรียนภาษาอังกฤษ ครบ จบ ในที่เดียว เพื่อความเชี่ยวชาญแม่นยำในการใช้ภาษาอังกฤษ และจะเปลี่ยนความคิดในการเรียนภาษาอังกฤษจากเคยเป็นเรื่องยากกลายเป็นเรื่องง่ายไปเลย

 

ทดลองเรียนฟรี