Noun คืออะไร? รู้จักคำนามภาษาอังกฤษ ปูพื้นฐานให้แน่นพร้อมสอบ

Noun คำนามภาษาอังกฤษ

Noun หรือคำนาม คำชนิดหนึ่งใน Part of Speech ที่เราพบเห็นได้บ่อยมากในชีวิตประจำวัน แล้วน้องๆ รู้ไหมว่าแท้จริงแล้วนั้น คำนามมีกี่ชนิด ทำหน้าที่อะไรได้บ้าง มีข้อกำหนดการใช้งานในทาง Grammar อย่างไร วันนี้เรามาเจาะลึกถึงเนื้อหาในเรื่องของคำนามกัน

 

Noun คืออะไร?

Noun (คำนาม) คือคำที่ใช้ในการเรียกชื่อคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ อารมณ์ ความคิด เป็นต้น ทำหน้าที่หลักเป็นประธาน (Subject) หรือกรรม (Object) ของประโยค ซึ่งคำนามส่วนมากนั้นจะมาพร้อมกับ Adjective ที่มาทำหน้าที่ขยายคำนาม เพื่อให้คำนามคำนั้นมีความหมายที่ชัดเจนยิ่งขึ้น มีความเจาะจงมากขึ้นนั่นเอง

 

Noun มีอะไรบ้าง

การจำแนกประเภทของคำนามนั้นสามารถจำแนกได้หลากหลายมาก โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • หากแบ่งความหมายของคำนาม (Type of Noun) จะแบ่งได้ 5 ประเภท ดังนี้
    • Common Noun
    • Proper Noun
    • Collective Noun
    • Material Noun
    • Abstract Noun
  • หากแบ่งตามการนับของคำนาม (Number of Noun) จะแบ่งได้ 2 ประเภท ดังนี้
    • Countable Noun
    • Uncountable Noun
  • หากแบ่งตามวิธีผันของคำนาม จะแบ่งได้ 2 ประเภท ดังนี้
    • Regular Noun
    • Irregular Noun

Common Noun

Common noun คือ คำนามทั่วไปที่ใช้เรียกชื่อ คน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ และอื่นๆ อีกมากมาย สามารถแบ่งได้อีก 2 ประเภทย่อย คือ คำนามนับได้และนับไม่ได้ (Countable and uncountable nouns) ซึ่งถูกจัดอยู่ในหมวดของ Number of Noun ด้วยตามที่กล่าวมาข้างต้น

 

1. Countable noun (คำนามนับได้)

คำนามนับได้ (Countable noun) เป็นคำนามทั่วไปที่สามารถนับจำนวนได้ สามารถเป็นได้ทั้งคำนามเอกพจน์ (Single noun) และคำนามพหูพจน์ (Plural noun)

  • คำนามเอกพจน์ (Single noun) คือ คำนามที่มีเพียงสิ่งเดียว ชิ้นเดียว จำนวนเดียว ตัวอย่างเช่น a boy, a girl, a cat, a dog, a tree
  • คำนามพหูพจน์ (Plural noun) คือ คำนามที่มีจำนวนตั้งแต่ 2 ขึ้นไป โดยจะมีการเติม -s / -es ต่อท้าย ตัวอย่างเช่น boys, girls, cats, dogs, trees

 

*ข้อควรระวัง 1 คำนามบางคำแม้ลงท้ายด้วย -s แต่ถือเป็นเอกพจน์เสมอ (โดยส่วนมากจะเป็นชื่อวิชา)ตัวอย่างเช่น mathematics, statistics, economics, politics, news.

**ข้อควรระวัง 2 คำนามนับได้ที่มีลักษณะเป็นคู่ ต้องอยู่ในรูปพหูพจน์เสมอ ตัวอย่างเช่น socks, shoes, earrings, glasses, pants

 

ตัวอย่างประโยคที่มี Countable noun

  • Look at the apples on that tree! They’re very big.
  • I think it’s time for me to look for a new job.

 

2. Uncountable noun (คำนามนับไม่ได้)

คำนามนับไม่ได้ (Uncountable noun) คือคำนามที่ไม่สามารถนับเป็นจำนวนได้ โดยจะถือว่าเป็นเอกพจน์เสมอ ตัวอย่างเช่น water, hair, money, air สามารถใช้ Quantitative adjective เข้ามาช่วยขยายความเพื่อบอกจำนวนคร่าวๆ ได้ อย่าง some people, all money เป็นต้น นอกจากนี้ คำนามนับไม่ได้บางคำหากเราจำเป็นต้องนับจำนวน ก็สามารถทำได้ด้วยการเติม classifier เข้าไป ตัวอย่างเช่น a glass of water, a group of people, a sachet of sugar

 

ตัวอย่างประโยคที่มี Uncountable noun

  • We have enough food at home, so we don’t need to go shopping today.
  • There’s plenty of time for you to make up your mind.

 

Proper Noun

Proper noun คือ คำนามชี้เฉพาะ เป็นชื่อที่เฉพาะเจาะจงของคำนามทั่วไป (Common noun) เช่น ชื่อคน ชื่อสถานที่ ชื่อประเทศ ชื่อหนังสือ ชื่อภาพยนตร์ ชื่อเพลง เป็นต้น คำนามชี้เฉพาะเหล่านี้จะขึ้นต้นด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ (Capital letter) เสมอไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในประโยคก็ตาม

 

คำนามชี้เฉพาะ (Proper noun) นี้นั้นไม่เหมือนคำนามทั่วไปที่ต้องมี Article นำหน้า สามารถขึ้นต้นด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ได้เลย แต่จะมีคำนามชี้เฉพาะบางคำที่ต้องขึ้นต้นด้วย Article ‘The’ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชื่อของบางประเทศและองค์กร เช่น The United States, The Netherlands, The White House

 

ตัวอย่างประโยคที่มี Proper noun

  • Baiyoke Tower was the tallest building in Thailand until 1993.
  • Lisa’s cat is named Lucas.
  • Christmas is my favorite holiday.

 

Collective Noun

Collective noun คือ คำนามรวมหมู่ ใช้เรียกชื่อ คน สัตว์ สิ่งของ ที่ อยู่เป็นหมวดหมู่รวมกัน ซึ่งคำนามชนิดนี้ส่วนใหญ่แล้วเป็นคำนามทั่วไป (Common noun) เช่น group, band, pack นอกจากนี้ยังสามารถเป็นคำนามชี้เฉพาะที่เป็นกลุ่มได้เช่นเดียวกัน เช่นชื่องวงดนตรี ชื่อบริษัท ชื่อองค์กร อย่าง The Beatles, One Direction, Google

 

คำนามรวมหมู่ (Collective noun) นั้นจะจัดอยู่ในรูปของเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ได้ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการใช้ ว่าต้องการกล่าวถึงแค่หนึ่งส่วนที่อยู่ในคำนามนั้น หรือต้องการกล่าวถึงทั้งหมด

 

ตัวอย่างประโยคที่มี Collective noun

  • A herd of cows is grazing in the field.
  • The board is/are debating new investment.
  • One Direction broke up because they wanted to start their solo careers.

 

Material Noun

วัตถุนาม (Material Noun) คือ คำที่ใช้อธิบายวัตถุที่สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า โดยการสัมผัส ได้กลิ่น มองเห็น หรือได้ยิน

 

ตัวอย่างประโยคที่มี Material Noun

  • Diamond is the hardest known material to date
  • I need a break to get some fresh air.
  • These toys are made from plastic.

 

Abstract noun

Abstract noun คือ คำนามของสิ่งที่เป็นนามธรรม คือความคิด ความรู้สึก หรือคุณสมบัติที่เราไม่สามารถสัมผัส ได้กลิ่น มองเห็น หรือได้ยินได้ เมื่อแปลเป็นภาษาไทยมักจะมีคำว่า ความ การ นำหน้าอยู่ รวมทั้งชื่อศิลปวิทยาการต่างๆ

 

ตัวอย่างประโยคที่มี Abstract noun

  • I like to listen to spooky stories on YouTube before sleeping.
  • Julia is a writer, but she has run out of imagination. She needs to find some inspiration.
  • You can call me at any hour of the day or night.

 

Regular Noun

คำนามปกติ (Regular Noun) คือคำนามที่สามารถแปลงเป็นรูปพหูพจน์ได้โดยการเติม “-s” หรือ “-es” ต่อท้าย การเปลี่ยนรูปให้เป็นพหูพจน์ของคำนามนั้นมีรายละเอียดดังนี้

  • คำนามเอกพจน์ส่วนใหญ่สามารถเปลี่ยนรูปให้เป็นพหูพจน์ได้ด้วยการเติม -s ตัวอย่างเช่น balls, flowers, tables
  • คำนามเอกพจน์ที่ลงท้ายด้วย s, ss, x, sh, ch, zz, และ z ให้เติม -es เพื่อให้ง่ายต่อการออกเสียง ตัวอย่างเช่น bonuses, actresses, matchboxes, brushes, matches, buzzes

 

Irregular Noun

คำนามไม่ปกติ (Irregular Noun) คือคำนามที่มีข้อยกเว้นในการเปลี่ยนรูปจากเอกพจน์ให้กลายเป็นรูปพหูพจน์ โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • คำนามเอกพจน์ที่ลงท้ายด้วย o และหน้า o เป็นพยัญชนะให้เติม -es (ซึ่งคำบางคำก็สามารถเติมได้ทั้ง -s / -es) ตัวอย่างเช่น potatoes, tomatoes, heroes, echoes

*ข้อยกเว้น 1 หากคำไหนเป็นคำที่ถูกย่อมา (e.g., photograph → photo, automobile → auto, pianoforte → piano) จะเติมแค่ -s ตัวอย่างเช่น photos, autos, pianos

**ข้อยกเว้น 2 คำนามบางคำสามารถเติมได้ทั้ง -s / -es ตัวอย่างเช่น mangos/mangoes, volcanos/volcanoes, mosquitos/mosquitoes

  • คำนามเอกพจน์ที่ลงท้ายด้วย y และหน้า y เป็นพยัญชนะ ให้เปลี่ยน y เป็น i แล้วเติม -es ตัวอย่างเช่น babies, ladies, enemies
  • คำนามเอกพจน์ที่ลงท้ายด้วย f หรือ fe เปลี่ยนให้เป็น v แล้วเติม -es ตัวอย่างเช่น knives, leaves, thieves

*ข้อยกเว้น 1 คำนามบางคำต้องเติม -s เท่านั้น ตัวอย่างเช่น beliefs, roofs, proofs

**ข้อยกเว้น 2 คำนามบางคำสามารถเติมได้ทั้ง -s / -es ตัวอย่างเช่น calfs/calves, dwarfs/dwarves, hoofs/hooves

  • คำนามเอกพจน์ที่เปลี่ยนรูปเป็นพหูพจน์โดยการเปลี่ยนสระภายในคำ ตัวอย่างเช่น man → men, foot → feet, tooth → teeth, goose → geese
  • คำนามเอกพจน์ที่เปลี่ยนรูปเป็นพหูพจน์โดยเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ตัวอย่างเช่น child → children, mouse → mice, ox → oxen
  • คำนามที่เขียนเหมือนเดิมทั้งในรูปของเอกพจน์และพหูพจน์ ตัวอย่างเช่น fish, deer, sheep, shrimp, trout

 

Noun suffix

เราสามารถจำแนกชนิดของคำได้ง่ายๆ เพื่อดูว่าคำนั้นเป็นคำนามไหม โดยการดูส่วนท้ายของคำ หรือ Suffix นั่นเอง ซึ่ง Noun suffix ที่เราพบได้บ่อยมีดังต่อไปนี้

  • -age: blockage, shrinkage, wastage
  • -al: removal, disposal, arrival
  • -ance/-ence: appearance, ambience, resistance
  • -dom: wisdom, freedom, kingdom
  • -ee: refugee, interviewee, trainee
  • -er/-or: writer, charger, actor
  • -hood: neighborhood, childhood, nationhood
  • -ism: journalism, feminism, Buddhism
  • -ist: feminist, scientist, journalist
  • -ity/-ty: ability, similarity, humanity
  • -ment: movement, appointment, government
  • -ness: goodness, sadness, forgiveness
  • -ry: delivery, glory, robbery
  • -ship: friendship, partnership, leadership
  • -sion/-tion/-xion: reception, obsession, complexion

 

นอกจากนี้ยังมีคำนามอีก 1 ชนิดที่น้องๆ ควรรู้ นั่นก็คือคำนามผสม (Compound noun) ซึ่งเป็นคำนามที่เกิดจากการนำคำ 2 คำมารวมกัน แล้วมีความหมายใหม่ที่ต่างไปจากความหมายเดิม ซึ่งอาจจะเกิดจากการนำคำในภาษาอังกฤษมาประสมกัน เช่น คำนาม + คำนาม คำนาม + คำกริยา คำคุณสรรพ + คำนาม คำบุพบพ + คำนาม เป็นต้น

ตัวอย่างเช่น Noun + Noun: head + phone = headphones, boy + friend = boyfriend

Noun + Verb: water + fall = waterfall, cat + walk = catwalk

Adjective + Noun: golden + fish = goldenfish, green + house = greenhouse

Preposition + Noun: over + time = overtime, under + ground = underground

 

การใช้ Noun ในประโยค Noun phrase และ Noun clause

ทีนี้เราก็มาดูกันต่อว่าคำนามนั้นมีหน้าที่อะไรบ้างในประโยค คำนาม (Noun) นั้นมีทั้งหมด 6 หน้าที่ด้วยกันดังนี้

  1. ทำหน้าที่เป็นประธาน (Subject) ของประโยค โดยจะวางไว้นำหน้าคำกริยา (Verb) เสมอ ตัวอย่างเช่น
  • Birds behave very differently in cities.
  • Gary is still here.
  1. ทำหน้าที่เป็นกรรม (Object) ของประโยค โดยจะวางไว้หลังคำกริยา (Verb) ตัวอย่างเช่น
  • I tried on these shoes and they fitted me perfectly.
  • You need to take an umbrella. It’s raining outside.
  1. ทำหน้าที่เป็นส่วนเติมเต็ม (Complement) สามารถเป็นได้ทั้งส่วนเติมเต็มของคำกริยา โดยจะวางไว้หลัง Verb to be และส่วนเติมเต็มของกรรม โดยจะวางไว้หลังกรรม ตัวอย่างเช่น
  • My dad is a lawyer.
  • My sister bought a new puppy. She named him Dolph.
  1. ทำหน้าที่แสดงความเป็นเจ้าของ (Possessive) โดยจะโดยมีการเติม ’s ต่อท้ายเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ *กรณีคำนามลงท้ายด้วย s จะเติมแค่เครื่องหมาย ’ อย่างเดียว ตัวอย่างเช่น
  • I borrowed my brother’s car to go to Pattaya.
  • These toys can enhance kids’ development.
  1. ทำหน้าที่เป็นคำนามซ้อน เพื่อขยายความคำนามที่อยู่ข้างหน้า โดยจะใช้เครื่องหมาย , เพื่อคั่นระหว่างคำนาม 2 คำ ตัวอย่างเช่น
  • Hongthai, a herbal inhaler, became increasingly popular after Lisa used it.
  • I want to visit Ariel, my sister.
  1. ทำหน้าที่เป็นนามเรียกขาน โดยจะคั่นระหว่างประโยคและคำนามด้วยเครื่องหมาย , ตัวอย่างเช่น
  • Beam, please pass me that pen.
  • I totally agree with you, Jay.

 

นอกจากนี้นั้นสิ่งสำคัญที่น้องๆ ควรรู้ไว้ก็คือ คำนามไม่ได้เป็นเพียงแค่คำๆ เดียวเท่านั้น แต่ยังมีคำนามแบบวลี (Noun phrase) และคำนามแบบอนุประโยค (Noun clause) อีกด้วย โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • คำนามวลี (Noun phrase) คือคำนามที่ประกอบด้วยคำ 2 คำขึ้นไป ตัวอย่างเช่น
  • The little kids in the playground are having fun.
  • My favorite dessert is chocolate pancakes topped with vanilla ice cream and caramel syrup.
  • คำนามอนุประโยค (Noun clause) คือกลุ่มคำที่ประกอบด้วยประธานและคำกริยา แต่ยังมีความหมายไม่สมบูรณ์ ไม่ถือว่าเป็นประโยค โดยจะนำหน้าด้วยคำเหล่านี้ ได้แก่ what, when, where, why, who, how, which, whom, whose, whoever, whatever, wherever, whichever, that, if, whether ตัวอย่างเช่น
  • What you said is unreliable.
  • I will give the prize to whoever answers the question correctly.

 

สรุป Noun คำนามภาษาอังกฤษ

การจำชนิดของคำนามทั้งหมดไม่ใช่เรื่องสำคัญ สิ่งสำคัญคือการนำไปใช้ให้ได้จริง อยากเก่งภาษาอังกฤษทั้งในทางทฤษฎีและทางปฏิบัติ แนะนำให้มาเรียนภาษาอังกฤษที่ Premier Perp เรามีคอร์สเรียนภาษาอังกฤษที่หลากหลาย เรียนเพื่อสอบ เรียนเพื่อสมัครงาน เรียนเพื่อไปต่างประเทศ Premier Prep พร้อมแนะนำคอร์สเรียนภาษาอังกฤษที่เหมาะกับน้องๆ พี่ๆ ทุกท่านด้วยความเต็มใจ

 

ทดลองเรียนฟรี