สรุป Part of Speech อย่างละเอียด พื้นฐานสำคัญสู่การเก่งภาษาอังกฤษ

Part of Speech

การเรียนภาษาอังกฤษ หนึ่งสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยนั่นก็คือเรื่อง Grammar วันนี้พี่ๆ Premier Prep จะมาอธิบายให้ฟังถึงเรื่อง Part of speech ซึ่งถือเป็นหัวใจหลัก เป็นพื้นฐานสำคัญของ Grammar ที่ถ้าอยากเก่งภาษาอังกฤษน้องๆ จะต้องเข้าใจในเรื่องนี้

 

Part of Speech คืออะไร มีความสําคัญอย่างไร

Part of speech คือชนิดหรือประเภทของคำ สามารถแสดงให้เห็นว่าคำนั้นทำหน้าที่อย่างไรทางไวยากรณ์ภายในประโยคและมีความหมายว่าอย่างไรนั่นเอง เพราะคำในภาษาอังกฤษบางคำสามารถแปลได้หลายความหมาย และทำหน้าที่เป็นได้หลายอย่างใน Part of speech เมื่อใช้ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน

 

ตัวอย่างเช่น

  • My parents work at Suvarnabhumi Airport.
  • I have to finish my work before the long weekend.

 

จะเห็นได้ว่าทั้ง 2 ประโยคมีคำว่า work เหมือนกัน แต่ทั้ง 2 คำนี้ทำหน้าที่ไม่เหมือนกัน work ในประโยคแรกทำหน้าที่เป็นคำกริยา (Verb) แปลว่าทำงาน ส่วน work ในประโยคที่ 2 ทำหน้าที่เป็นกรรม (Object) ของประโยค ซึ่งถือเป็นคำนาม (Noun) ใน Part of speech แปลว่างานนั่นเอง

 

8 Part of Speech มีอะไรบ้าง

ชนิดของคำในภาษาอังกฤษหรือ Part of speech แบ่งออกเป็น 8 ประเภท ดังนี้

  • Noun (คำนาม)
  • Pronoun (คำสรรพนาม)
  • Verb (คำกริยา)
  • Adjective (คำคุณศัพท์)
  • Adverb (คำกริยาวิเศษณ์)
  • Preposition (คำบุพบท)
  • Conjunction (คำสันธานหรือคำเชื่อม)
  • Interjection (คำอุทาน)

 

1. Noun (คำนาม)

Noun (คำนาม) คือคำที่ใช้ในการเรียกชื่อคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ อารมณ์ ความคิด เป็นต้น มีทั้งรูปแบบที่เป็นรูปธรรมธธรมจับต้องได้ และนามธรรมที่ไม่สามารถจับต้องได้ คำนามมักนำหน้าด้วย Determiner หรือคำที่วางนำหน้านาม เช่น Article (a, an, the), Demonstrative (this, that, these, those), Possessive (my, your, his, her) เป็นต้น หรือหากเป็นคำนามที่เป็นชื่อเฉพาะ อย่างเช่น ชื่อคน ชื่อสถานที่ ชื่อประเทศ จะขึ้นต้นด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ (Capital letter) เสมอไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในประโยคก็ตาม

 

คำนามสามารถทำได้ 2 หน้าที่ คือ เป็นประธาน (Subject) โดยจะถูกวางไว้ที่ต้นประโยค หน้าคำกริยา และเป็นกรรม (Object) โดยจะถูกวางไว้ที่ส่วนท้ายของประโยค หลังคำกริยา หรือหลัง Preposition

 

2. Pronoun (คำสรรพนาม)

Pronoun (คำสรรพนาม) คือคำที่ใช้เพื่อเรียกแทนคำนาม ไม่ว่าจะเป็น ชื่อคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงคำนามเดิมซ้ำๆ ทำหน้าที่เหมือนคำนามคือเป็นประธาน (Subject) และหรือกรรม (Object) ของประโยค รวมถึงกรรมของ Preposition

 

ตัวอย่าง

  • Brian had money problems, so he sold his car.

he เป็นสรรพนามที่ใช้แทน Brian

  • Kethy hit her dog because it bit her.

it เป็นสรรพนามที่ใช้แทน her dog

her (ท้ายประโยค) เป็นสรรพนามที่ใช้แทน Kethy

  • Because of the large number of tourists, the ecosystem of Maya Bay has deteriorated. It must be temporarily closed to allow for recovery.

it เป็นสรรพนามที่ใช้แทน Maya Bay

 

3. Verb (คำกริยา)

Verb (คำกริยา) คือคำที่บอกอาการ การกระทำ หรือ ความเป็นอยู่ ซึ่งจะถูกผันไปตามจำนวนของประธานและโครงสร้าง Tense ของประโยค เช่นการเติม -s, -es, -ing, -ed เป็นต้น

 

ตัวอย่างคำกริยาที่ถูกผันไปตามโครงสร้าง Tense

  • Liam plays tennis every weekend. (Present simple tense)
  • Liam played tennis yesterday (Past simple tense)
  • Liam has played tennis since he was 8 years old. (Present perfect tense)

 

4. Adjective (คำคุณศัพท์)

Adjective (คำคุณศัพท์) คือคำที่ใช้เพื่อขยายความคำนาม คำสรรพนามให้มีความชัดเจน เจาะจงมากขึ้น เช่นบอกลักษณะ บอกปริมาณ บอกสี บอกขนาด เป็นต้น โดยคำคุณศัพท์จะถูกวางไว้ในประโยคตามตำแหน่งดังต่อไปนี้

 

4.1. วางไว้หน้าคำนาม ตัวอย่างเช่น

  • I bought a long sleeveless old rose dress for Jane’s wedding day.

long, sleeveless และ old rose เป็น Adjective ที่มาขยายคำนาม dress

  • My black leather boots have gone missing. Do you have them?

black และ leather มาขยายคำนาม boots

จะเห็นได้ว่าเราสามารถใช้ Adjective กี่คำก็ได้ในการขยายคำนาม แต่ต้องวางไว้นำหน้าคำนามเสมอ

 

4.2. วางไว้หลัง Verb to be ตัวอย่างเช่น

  • You are gorgeous tonight.
  • We were disappointed with the film.
  • He has been sick for a week.

 

4.3. วางไว้หลังกริยาเชื่อม (Linking Verb – seem, taste, feel, look, sound, etc.) ตัวอย่างเช่น

  • Helen seems upset this morning.
  • The dinner smells good.
  • I feel sleepy. I need a cup of coffee.

 

5. Adverb (คำกริยาวิเศษณ์)

Adverb (คำกริยาวิเศษณ์) คือคำที่ใช้เพื่อขยายคำกริยา ขยายคำคุณศัพท์ ขยายคำกริยาวิเศษณ์ด้วยกันเอง หรือขยายทั้งประโยคเพื่อให้ได้ความหมายชัดเจนยิ่งขึ้น Adverb ส่วนใหญ่มักลงท้ายด้วย -ly ซึ่งเกิดจาก Adjective + -ly นั่นเอง

 

หน้าที่ของ Adverb หรือ คำกริยาวิเศษณ์

 

5.1. ขยายคำกริยา โดยวางไว้ตำแหน่งหน้า ตรงกลาง และข้างหลังคำกริยา ขึ้นอยู่กับบริบท

ตัวอย่างเช่น

  • Slowly he turned round.
  • The concert will probably be canceled due to the weather.
  • The cat sat in the corner quietly.

 

5.2. ขยายคำคุณศัพท์ โดยวางไว้ข้างหน้าคำคุณศัพท์

ตัวอย่างเช่น

  • He was violently sick.
  • It was a truly terrifying experience.
  • She’s extremely beautiful.

 

5.3. ขยายคำกริยาวิเศษณ์ โดยวางไว้ข้างหน้าคำกริยาวิเศษณ์

ตัวอย่างเช่น

  • She speaks Japanese very fluently.
  • They walked rather slowly.
  • He arrived quite early.

 

5.4. ขยายทั้งประโยค ส่วนมากจะวางไว้หน้าประโยค

ตัวอย่างเช่น

  • Finally, general elections in Thailand will be held on May 14, 2023.
  • Naturally, we have to arrive early to get the best seats.
  • We were unable to get funding and, therefore, had to abandon the project.

 

6. Preposition (คำบุพบท)

Preposition (คำบุพบท) คือ คำที่ใช้ทำหน้าที่เชื่อมคำ หรือ วลี เข้ากับคำอื่นๆ หรือ วลีอื่นๆ ในประโยค โดยจะถูกวางไว้หน้าคำนามหรือคำสรรพนาม เรียกรวมกันว่า Preposition phrase เพื่อระบุเวลา สถานที่ ตำแหน่ง ทิศทาง วิธีการ หรือเหตุผล เพื่อให้ประโยคนั้นสมบูรณ์

 

คำบุพบทที่มักพบได้บ่อย เช่น about, above, across, after, against, along, among, around, at before, behind, between, by, down, during, for, from, in, into, near, of, off, on, onto, out, over, since, throughout, to, towards, under, until, up, upon, up to, with, within, without, etc.

 

ตำแหน่งของการวาง Preposition phrase ใน Sentence

 

6.1. วางนำหน้าคำนาม / หลังคำกริยา ตัวอย่างเช่น

  • Angela works in a bank.
  • We don’t speak during the meal.
  • Meet me at the exit.

 

6.2. วางหลังคำคุณศัพท์ ตัวอย่างเช่น

  • She’s mad at you.
  • Are you scared of spiders?
  • This tattoo is Inspired by my cat.

 

7. Conjunction (คำสันธานหรือคำเชื่อม)

Conjunction (คำสันธานหรือคำเชื่อม) คือคำที่ใช้เชื่อมคำ วลี หรือประโยคเข้าด้วยกัน เพื่อให้ประโยคมีความสละสลวย เข้าใจได้ง่ายขึ้น โดยจะใช้เชื่อมความสัมพันธ์ภายในประโยคเดียวกัน หรือเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประโยคหนึ่งกับอีกประโยคหนึ่งก็ได้

 

หากไม่มีการใช้ Conjunction เราจะสามารถสร้างประโยคแบบง่ายๆ ได้ แต่จะไม่มีความสละสลวย

 

I love cats. My mother loves cats. My dad loves dogs.

 

แต่เมื่อเรานำคำสันธานหรือ Conjunction เข้ามาช่วยเชื่อมประโยคเหล่านี้ จะเขียนใหม่ได้ว่า

 

My mother and I love cats, but my dad loves dogs.

 

จะเห็นได้ว่าทั้ง 3 ประโยคนั้นถูกนำมารวมเข้าด้วยกันเป็นประโยคเดียว และแต่ละคำนั้นมีความสัมพันธ์กันมากขึ้น ประโยคมีความสละสลวยขึ้น

 

คำสันธาน (Conjunction) มีหลากหลายรูปแบบ ดังนี้

  • Single word เช่น for, and, nor, but, yet, so, because, although, once, since, till, until, when, whenever, while
  • Compound มักจะลงท้ายด้วย as หรือ that เช่น as if, as well as, in order that, so that, as long as, even if, on the condition that, as soon as
  • Correlative มักล้อมรอบด้วยคำวิเศษณ์หรือคำคุณศัพท์ เช่น so…that, either…or, neither…nor, such…that, whether…or, not only…but also, both…and, as many…as, no sooner…than, rather…than

 

คำสันธานสามารถใช้เชื่อมคำ วลี หรือประโยคที่มีใจความเกี่ยวเนื่องกันความสำคัญและโครงสร้างคล้ายคลึงกันเข้าด้วยกันได้ โดยมักจะถูกวางไว้หน้าสุด หรือส่วนกลางของประโยค โดยขึ้นอยู่กับชนิดของคำและการใช้งาน

 

8. Interjection (คำอุทาน)

Interjection (คำอุทาน) คือคำ กลุ่มคำ หรือประโยคที่ใช้เพื่อแสดงความรู้สึก แสดงอารมณ์ ใช้ในการทักทาย การตอบรับ อีกทั้งยังสามารถใช้ในการอวยพรได้อีกด้วย คำสันธานส่วนใหญ่มักปิดท้ายด้วยเครื่องหมายอัศเจรีย์ (Exclamation Mark) ‘!’ หรือเครื่องหมายปรัศนีย์ (Question Mark) ‘?’

 

ตัวอย่างคำอุทาน Interjection ที่ใช้แสดงความรู้สึก

  • Wow, Ouch, Yuck, Yay, Aww, Phew, Oh, Cool, Sweet, Oh my god, Jesus, Gosh, No way, etc.

 

ตัวอย่างคำอุทาน Interjection ที่ใช้ในการทักทาย เรียกร้องความสนใจ และตอบรับ

  • Hi, Hey, Ahem, Excuse me, Hello, Psst, Bye, Okay, U-huh, Mm-mm, Yes, No, etc.

 

ตัวอย่างคำอุทาน Interjection ที่ใช้ในการอวยพร

  • Congratulations, Break a leg, Have a good day, Good luck, Sweet dream, etc.

 

Suffix Part of Speech มีอะไรบ้าง

รู้หรือไม่ว่า ถึงแม้ว่าเราจะไม่รู้ความหมายของคำศัพท์ แต่เราสามารถเดาคำแปลและชนิดของคำจาก prefix suffix ได้นะ

 

Part of speech อย่าง คำนาม กริยา คำคุณศัพท์ และคำวิเศษณ์มักมีคำลงท้ายที่ไม่ซ้ำกัน หรือที่เราเรียกว่า suffixes การดูคำต่อท้ายสามารถช่วยแยกแยะคำจากส่วนอื่นๆ ในประโยค อีกทั้งยังช่วยระบุหน้าที่ของคำในประโยคได้ด้วย

 

ตัวอย่าง Suffix ของ Part of speech

 

1. Suffix ของ Noun

  • -dom: random, kingdom, freedom, boredom
  • -tion/sion/xion : expectation, reception, corruption
  • -ence/ance: entrance, resistance, difference
  • -er/or: player, refrigerator, explorer
  • -hood: childhood, likelihood, knighthood
  • -ity/ty: intensity, activity, honesty twenty
  • -ment: achievement, moment, treatment, movement
  • -ness: dampness, loneliness, kindness
  • -ship: relationship, friendship, leadership

 

2. Suffix ของ Verb

  • -ate: operate, irritate, exfoliate
  • -ize: moisturize, sterilize, economize
  • -(i)fy: sacrify, modify, identify, purify
  • -en: tighten, brighten, soften

 

3. Suffix ของ Adverb

  • -ly: really, truely, fortunately
  • -ward(s): backward(s), towards, forward(s)
  • -wise: clockwise, likewise, otherwise

 

4. Suffix ของ Adjective

  • -able/ible: unstoppable, possible, believable
  • -al: functional, removal, nutritional, technological
  • -ful: joyful, flavorful, awful
  • -ic: hyaluronic, fantastic, dynamic, titanic
  • -ive: native, naive, aggressive, productive
  • -less: poreless, flawless, harmless
  • -ly: weekly, cowardly, likely
  • -ous: numerous, various, dangerous

 

การหา Part of speech ในประโยค พื้นฐานสำคัญสู่การเก่งภาษาอังกฤษ

เมื่อเราทำความเข้าใจกับ Part of speech ทั้งหมดแล้ว เราจะสามารถนำ Part of speech เหล่านี้มาสร้างประโยคได้

 

ตัวอย่างประโยคที่สร้างด้วย Part of speech ต่างๆ

 

  • V.

Watch out!

 

  • N. + V.

Sofie sleeps.

 

  • N. + V. (modal verb) + V.

Jummheng can’t talk.

 

  • Pron. + V. + N.

This is a bird.

 

  • N. + V. + N. (object) + Adv.

Dara eats the banana cake rapidly.

 

  • N. + V. + Adj. + N.

Bella brought a new mobile phone.

 

  • Pron. + V. + Prep. + N. + Adv.

She went to the mall yesterday.

 

  • Pron. + V. + Adj. + N. + Conj. + Pron. + V. + Pron.

He loves giant squids but I don’t like them.

 

  • Interj. + Pron. + Conj. + Adj. + N. + V. + Pro. + N. + Adv.

Well, me and my Canadian boyfriend and I ended our relationship already.

 

ระดับ Advanced ต้องใช้ Syntax tree

การทำความเข้าใจ Part of speech นอกจากจะสามารถนำมาใช้สร้างประโยคได้แล้ว ยังสามารถใช้ในการวิเคราะห์โครงสร้างประโยคได้อีกด้วย สำหรับผู้ที่อยู่ในระดับ Advanced หรือเรียนต่อในด้านภาษาศาสตร์ เราจะได้เรียนตั้งแต่โครงสร้างภายในของคำ หรือ Morphology เพราะการสร้างประโยคนั้นเกิดจากการนำคำทั้งหลายมาประกอบเข้าด้วยกัน ให้มีความสัมพันธ์ตามหลักไวยากรณ์

 

ซึ่งการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของหน่วยคำ คำ วลี หรือประโยคนั้นเราจะเรียกว่า Syntax และเราจะจำแนกประเภทของแต่ละหน่วยคำในประโยคโดยใช้การกระจายแบบต้นไม้ หรือที่เรียกว่า Syntax tree ดังนั้นแล้ว การที่เราจะสามารถวิเคราะห์โครงสร้างประโยคโดยใช้ Syntax tree ได้ น้องๆ จำเป็นต้องมีพื้นฐานไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของ Part of speech และ Grammar มากๆ เลย

 

ไม่ต้องใช้ Syntax tree ก็แม่นพื้นฐานได้ด้วยหลัก Essential

แต่ไม่ต้องใช้ Syntax tree เราก็สามารถทำความเข้าใจกับโครงสร้างประโยค สามารถสร้างประโยคได้ง่ายๆ เพียงแค่ทำความเข้าใจกับ Part of speech ที่ Premier Prep ได้อธิบายมาข้างต้น หรือหากอยากได้เทคนิคดีๆเพิ่มเติม ต้องการคำอธิบายเพิ่มเติม น้องๆ สามารถมาลงคอร์สเรียนภาษาอังกฤษที่ Premier Prep ได้เลย

 

น้องๆ สามารถมาทดลองเรียนก่อนได้ พี่ๆ Premier Prep ยินดีต้อนรับ พร้อมให้คำแนะนำ คำปรึกษา วางแผนคอร์สเรียนที่เหมาะสมกับระดับของน้องๆ ให้ อีกทั้ง Premier Prep ยังมีทีมงานครูระดับมืออาชีพ แม้ไม่มีพื้นฐานในด้านภาษาอังกฤษเลย คุณครูก็พร้อมปูพื้นฐานให้ตั้งแต่แรกเริ่ม เรียนเป็นภาพ จำเป็นระบบ ไม่เน้นท่องจำ ให้น้องๆ สามารถใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันได้จริง ไม่เพียงแค่เรียนเพื่อให้สอบผ่านเท่านั้น

 

ที่ Premier Prep มีคอร์สเรียนภาษาอังกฤษที่หลากหลาย ทั้งเรียนเพื่อสอบเข้ามหาลัย เรียนเพื่อสอบ TOEIC นำไปใช้สมัครงาน เรียนเพื่อใช้ในการสื่อสารกับชาวต่างชาติ มีครบทุกความต้องการ มาพร้อมทีมครูภาษาอังกฤษที่มากประสบการณ์ การันตีผลลัพธ์จากน้องๆ ที่เรียนจริง สามารถดูรีวิวที่หน้าเว็บไซต์ Premier Prep ของเราได้เลย

 

Part of Speech สรุป

สรุปแล้ว Part of Speech ถือเป็นหัวใจหลักของการเรียนภาษาอังกฤษ เป็นพื้นฐานที่ถ้าหากน้องๆ อยากเก่งภาษาอังกฤษจะต้องทำความเข้าใจกับเรื่อง Part of Speech นี้ให้ได้ แนะนำให้มาลงคอร์สเรียนภาษาอังกฤษกับเรา Premier Prep สถาบันสอนภาษาอังกฤษที่มีวิธีการเรียนที่สนุก เน้นภาพจำ ไม่เน้นท่องจำ เน้นใช้งานได้จริง มีเทคนิคดีๆ ต่างๆ มากมาย Premier Prep สถาบันกวดวิชาอันดับ 1 ในไทยมาพร้อมคุณภาพหลักสูตรที่ดีที่สุด ตอบโจทย์ทุกความต้องการในด้านการเรียนภาษาอังกฤษ

 

ทดลองเรียนฟรี